[Fic DM/HP] LAST FLY - Third Track: Come what may

posted on 20 Jul 2011 23:40 by redwest
 
 
   

Last Fly – track No.3 – Come what may

 

เมื่องานเลี้ยงจบ เสียงผู้คนและเสียงเพลงต่างก็คล้ายถูกความมืดดูดกลืนไปซะหมด ค่ำคืนในคฤหาสมัลฟอยกลับมาสงบเงียบเหมือนคราวแรกที่แฮรี่ได้เหยียบย่างเข้ามา

 

ร่างผอมบางนั่งเหม่อมองท้องฟ้าดำมืดผ่านระเบียงที่เปิดกว้างอยู่บนเตียงหลังกว้าง เสี้ยวหน้านวลหันกลับไปมองที่บานประตูเมื่อเห็นร่างสูงของอีกฝ่ายเปิดเข้ามา

เดรกโกที่พึ่งกลับจากส่งแขกในงานเห็นแฮรี่ที่ตนขึ้นมาส่งก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ในชุดงานเลี้ยงก็อดแปลกใจไม่ได้

 

“ทำไมยังไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะ”

 

ไม่ถามเปล่าคนตัวสูงกลับนั่งเคียงข้าง มือใหญ่ลูบสัมผัสใบหน้าขาว กดจมูกสูดดมกลิ่นหอมบนเส้นผมนิ่มมือพร้อมกับริมฝีปากแดงพรมจูบเบาๆที่ศรีษะของอีกฝ่ายอย่างมิรู้เบื่อ

 

“เดรก..”

 

เสียงเรียกเบาๆที่ดังขึ้นจากอกไม่ได้ทำให้ร่างสูงละความสนใจจากการสูดกลิ่นหอมได้สักเท่าไหร่ ทำให้แฮรี่จำต้องขืนตัวออก ก่อนที่คืนนี้เค้าจะไม่ได้พูดคุยกันให้รู้เรื่องสักที

 

“หยุดก่อนเดรก..ฉันมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาน่ะ”

 

เมื่อเสียงของคนในอ้อมกอดเริ่มจะแข็งขึ้นทำให้เดรกโกต้องทำใจละจากความหอมละมุนตรงหน้า เพื่อมาคุยกับเจ้าตัวเล็กให้รู้เรื่อง แต่กระนั้นนิ้วเรียวยาวก็ยังอดไม่ได้ เฝ้าลูบและเกี่ยวเล่นกับผมนุ่มมือไม่ปล่อย

 

“ว่าไงเจ้าตัวเล็ก..มีอะไร”

 

คงเพราะด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอลในงานบางส่วน ทำให้ดวงตาคมที่ส่งมาเพิ่มปริมาณความหวานหยาดเยิ้มยามจ้องมอง จนแฮรี่จำต้องหลบตาเสไปมองที่ฝ่ามือของตนที่กุมกันแน่นขึ้นก่อนที่ตัวเค้าเองจะเป็นฝ่ายที่พูดไม่รู้เรื่องแทน

 

“นาย..มีคนที่ชอบอยู่ไหม..”

 

“หืม...อะไร...จะหาเรื่องให้ฉันอายหรือไง”

 

คิ้วทองโก่งตัวขึ้น พร้อมสายตาที่มองมาด้วยความสงสัยระคนขบขัน

 

“อย่าบอกนะว่านายไม่รู้ว่าฉันรักใครน่ะแฮรี่”

 

เสียงทุ้มนุ่มยังเอ่ยต่อไป พร้อมรอยยิ้มติดริมฝีปาก

 

เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้มีท่าทีแบบเดียวกันสักนิด คิ้วบางดำติดจะขมวดเล็กๆเสียด้วยซ้ำ

 

“ฉันหมายถึง..ผู้หญิงคนอื่นน่ะเดร”

 

ทันทีที่คำนั้นออกมาจากริมฝีปากของร่างบาง รอยยิ้มหยักก็หุบหายไป พร้อมดวงตาที่วาวโรจน์ขึ้นในทันที

 

“นายจะหมายความว่าอะไรแฮรี่ ไม่ต้องมาอ้อมค้อม”

 

“..เอ่อ..ฉันหมายถึงว่า..นายมีผู้หญิงคนอื่นที่นายชอบพออยู่อีกไหมเดรก”

 

ยามนี้แฮรี่รู้แล้วว่าตนได้กำลังทำลายอารมณ์ดีดีของอีกฝ่ายลงไปหมดแล้ว แต่จะทำไงได้ ยังไงเค้าก็อยากจะรู้ให้แน่ชัดก่อนจะทำอะไรลงไปนี่นา

 

“...คำว่ารักของฉันมอบให้แค่คนๆเดียว..”

“คนรักของฉัน”

ดวงตาสีหมอกที่จ้องตรงมาด้วยความมาดมั่นทำให้แฮรี่ต้องถอนหายใจทิ้งอีกครั้ง

 

และนั่นทำให้อีกฝ่ายแปลได้สองความหมาย

 

เหนื่อยใจ กับ เสียดาย

 

ซึ่งไม่ว่าจะความหมายไหนมันก็แย่กับเดรกโกทั้งนั้น และนั่นทำให้ร่างสูงเริ่มตีรวน

 

“แต่ตอนนี้ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วล่ะ ว่าคนรักของฉันเค้าจะพูดคำนี้กับฉันเพียงคนเดียวหรือเปล่า”

 

“นายอย่ามาหาเรื่องฉันเดรก...ที่ฉันถามเพราะว่าคนที่นายบอกว่ารักตอนนี้ของนาย เค้าไม่ได้เป็นผู้หญิงน่ะสิ”

 

เมื่อได้ยินแฮรี่ปฏิเสธว่าที่ถามนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สามคนไหนทำให้ระดับอารมณ์ของเดรกโกลดลงจนเหลือเพียงแต่คิ้วที่ขมวดมุ้นเพราะความสงสัย

 

“เรื่องนั้นฉันไม่เห็นจะเป็นปัญหาตรงไหน”

 

“..นายอายุเท่าไหร่แล้วเดรก...”

 

 

“นายจำเป็นต้องหาคนที่เหมาะสม..กับคำว่า “นายหญิง”..”

 

 

แฮรี่กลั้นหายใจอยู่นานกว่าเจ้าตัวจะตัดสินใจเอ่ยคำที่ทิ่มแทงใจอยู่ออกไปได้ แล้วก็เป็นอย่างที่เค้าคิด เดรกโกถึงกับเงียบไปสักพัก แต่แล้วกลับเป็นแฮรี่ที่ได้คำถามกลับมาแทน

 

“...สำหรับนายคนที่จะเหมาะสมกับเดรกโกมัลฟอยต้องเป็นยังไง”

 

“อย่างน้อยเค้าคนนั้นก็ควรจะเป็นผู้หญิง”

 

ร่างบางที่กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองโพล่งกลับเสียงทุ้มนิ่งที่เอ่ยถามทันที แต่นั่นไม่ได้ทำให้คนร่างสูงที่นั่งเคียงข้างอยู่เอามาเป็นอารมณ์แต่อย่างใด หากไม่แล้วคนร่างสูงยังติดยิ้มเอ็นดูที่มุมปากนิดๆเสียด้วยซ้ำ

 

“ผิดแล้วแฮรี่ สำหรับเดรกโก มัลฟอยไม่มีคุณสมบัติไหนที่เหมาะสมไปกว่าการเป็นคนที่ฉันรักและเค้าคนนั้นก็รักฉันกลับ..”

มือหนาช้อนดวงหน้าเรียวที่เอาแต่ก้มมองมือตัวเองอยู่ขึ้นสบตา

 

“สำหรับฉัน นายเป็นคนที่ทำให้ฉันใจเต้นแรงเวลาอยู่ใกล้ ไม่ว่าจะตอนไหน เมื่อไหร่ ไม่มีตอนไหนที่ฉันจะวางใจได้ถ้านายต้องอยู่ไกลจากฉัน.....

 

แต่คิดอีกที...แม้จะอยู่ใกล้กัน ฉันยังหายใจไม่เคยสะดวกเลยแฮรี่ที่รัก”

 

 

ดวงตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์ขึ้นยามเมื่อผิวแก้มเปล่งอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ

 

เจ้าตัวเล็กที่เอาแต่มองสบตาอีกฝ่ายจึงได้เข้าใจความหมายของมันอย่างเต็มที่

 

“และสำหรับฉัน..ฉันไม่แคร์ว่าคนอื่นจะต้องการนายหญิงหรือใคร...”

 

“...เพราะสำหรับฉันมันต้องเป็นนายแฮรี่...”

 

“เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันก็อยากจะอยู่เคียงข้าง คอยปกป้อง คอยดูแล...แค่คิดว่านายต้องไปเป็นของคนอื่น หัวใจฉันมันบีบขนาดไหนนายรู้ไหมแฮรี่...”

 

 

แม้ว่าถ้อยคำที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมามันจะเน่า เลี่ยนและชวนคลื่นไส้ขนาดไหน แต่แค่คนที่พูดคำนี้กับเค้าคือเดรกโก มัลฟอย...แค่นั้นมันก็ทำให้ร่างบางทำได้แค่โถมตัวเข้ากอดอีกฝ่าย

 

“นายมันน้ำเน่าได้ตลอดจริงๆเดรกโก!”

แม้แฮรี่จะว่าอย่างนั้น แต่รอยยิ้มที่แทบจะหุบไม่ลงและน้ำตาที่ปริ่มจนจะล้นออกมาจากดวงตากลมโต ก็เป็นหลักฐานแห่งความตื้นตันใจของเค้าได้เป็นอย่างดี

 

 

“ถ้าวันไหนนายมีน้ำตา ฉันก็อยากจะเป็นคนคอยเช็ดมันให้ หรือไม่ว่าคนทั้งโลกจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับนาย ฉันก็อยากจะอยู่เคียงข้างคอยปกป้องนาย...”

 

มือหน้าค่อยๆประคองใบหน้าบางขึ้น พร้อมกวาดนิ้วโป้งผ่านหยดน้ำตาที่ทำท่าว่าจะไหลไม่หยุด

 

แต่แล้วแฮรี่กลับเป็นฝ่ายกุมมือของร่างสูงเอาไว้

 

“ฉันเคยฝันเดร..ฝันให้เราเดินจับมือกันไปอย่างนี้..อยากจะให้เราแก่ตัวไปด้วยกัน..”

 

ดวงตาคมจ้องลึกลงไปในดวงตาสีน้ำทะเลที่สั่นระริก

 

“และฉัน..ก็อยากจะมอบจูบสุดท้ายของชีวิตฉันให้กับนาย เดรกโก”

 

 

ริมฝีปากบางจรดลงเบาๆด้วยความรักใคร่

 

 

“ฉันก็เหมือนกันแฮรี่ ฉันเคยบอกแล้วหนิ นายจะเป็นคุณหนูเล็กคนเดียวของฉัน....ดังนั้นก่อนจะถึงจูบสุดท้ายของชีวิต ฉันอยากจะเป็นคนส่งนายเข้านอนทุกคืนและจูบราตรีสวัสดิ์และในตอนเช้าที่นายตื่นนอนฉันก็อยากจะเป็นคนแรกที่จูบอรุณสวัสดิ์ในทุกวันๆ...ดังนั้นอยู่กับฉันตลอดไปนะแฮรี่”

 

 

แหวนเงินเกลี้ยงถูกสวมลงที่นิ้วนาง ก่อนที่จุมพิตเบาบางจะจรดลงไป

 

 

วินาทีนั้นแฮรี่ทั้งซึ้ง ทั้งมึนและงงไปพร้อมๆกัน

 

 

“นี่ฉันกำลังขอให้นายอยู่เคียงข้างฉันตลอดไปนะแฮรี่..นายจะไม่ตอบอะไรฉันหน่อยเหรอ?”

 

 

เดรกโกที่เห็นร่างบางอึ้งไปเรียบร้อยหลังจากที่เห็นแหวนเงินที่นิ้วมือตัวเอง ก็ถามขึ้นพร้อมยิ้มบางๆ

 

แฮรี่ที่มองสบตาหวานเยิ้มที่ส่งมาให้ไม่กล้าพูดอะไรอีกนอกเสียจากก้มใบหน้าแดงจัดของตัวเองงุดๆ

 

“..นายทำอย่างนี้ฉันไม่เข้าใจหรอกแฮรี่...เอาเป็นว่า..”

 

ร่างสูงที่นั่งอยู่เคียงข้างกันลุกขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนไปนั่งชันเข่าลงบนพื้นพรมสีแดงสดแทน และขว้ามือของอีกฝ่ายมากุมไว้อีกครั้ง

 

 

 

“Will you marry me?”

 

 

 

แฮรี่ที่มองตามอีกฝ่ายถึงกับอึ้งหนัก นี่เดรกโก มัลฟอยกำลังคุกเข่าขอเค้าแต่งงานเหรอเนี่ย!

 

 

 

“เดรก...นายลุกขึ้นเหอะ ฉันอาย”

 

 

 

แฮรี่พยายามดึงมือของตนออกจากมือของอีกฝ่ายด้วยความอาย

 

 

“ไม่..นายยังไม่ตอบคำถามฉันเลยแฮรี่ พอตเตอร์........

 

 

 Will you marry me?”

 

 

เดรกโกยังคงไม่ยอมแพ้ ยิ่งแฮรี่พยายามดันตัวออกห่าง เดรกโกยิ่งขยับตัวเข้าประชิดจนใบหน้าของทั้งสองคนห่างกันไม่ถึงคืบ

 

เมื่อถูกลมหายใจของอีกฝ่ายเข้าประชิด พร้อมเสียงกระซิบที่ข้างหู ทำให้เสียงใสยอมเอ่ยออกมาเบาๆ ทว่าทุ้มลึกในหัวใจของอีกคนที่เฝ้ารอมานาน

 

 

 

 

“...Yes..I DO”

 

 

 

 

 

ไม่รอช้า ร่างสูงขว้าเอาร่างบางตรงหน้าเข้ามากอด พร้อมระดมประทับจูบลงบนริมฝีปากแดงสด เพื่อตอกย้ำความมั่นใจว่านับจากวันนี้เราสองคนจะอยู่เคียงข้างกันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม

 

 

………….

 

 

…………………………..

 

 

 

แม้ว่าจะไม่มีพิธีรีตรองอะไรในค่ำคืนนี้นอกจากคนสองคนและดวงดาวบนท้องฟ้าที่ร่วมเป็นสักขีพยานคนสำคัญ ในคืนวันสำคัญ แต่ค่ำคืนสุดวิเศษนี้ก็ยังถูกเรียงร้อยถักถอความหอมละมุนด้วยความรักของคนสองคนไม่มีหมด ร่างกายที่กอดกระหวัด ถ่ายทอดความรักที่มีให้ต่อกันเหมือนไม่มีวันหมด ริมฝีปากแดงก่ำกดจูบลงที่ต้นคอขาวเพรียวเพื่อสร้างร่องรอยแห่งกลีบกุหลาบแสดงความเป็นเจ้าของในตัวคนรัก แขนเพรียวบางยกขึ้นโอบลำคอของร่างสูง เรียวขาเกี่ยวกระหวัดรับแรงกระแทกที่ถาโถมเข้ามา แม้จะเจ็บปวดแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่พาคนทั้งคู่ลอยผ่านค่ำคืนแห่งความสุขไปด้วยกัน

 

 

 

...แม้คืนนี้จะไม่มีใครเป็นสักขีพยานของคนทั้งคู่ แต่เดรกโกมั่นใจ ว่าวันหนึ่งเค้าจะต้องพาร่างบางขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นสีขาวบริสุทธิ์ พร้อมมีพ่อแม่และผู้ใหญ่ของเราทั้งคู่ร่วมเป็นพยานในความรักของเรา....

 

 

………….

 

 

…………………………..

 

 

 

แม้จะผ่านกิจกรรมยามค่ำคืนไปแล้วแต่สองร่างก็ยังคงนอนตระคองกอดกันในค่ำคืนแห่งความทรงจำหวานฉ่ำ แม้เวลาจะล่วงเลยจนข้ามวันใหม่ แต่ทั้งสองก็ยังไม่มีใครสามารถข่มตาหลับได้ลง

 

เป็นแฮรี่ที่นอนซบแผ่นอกกว้างของอีกฝ่ายที่เอ่ยออกมาเบาๆ

 

“ต่อไปไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะเดรก”

 

ดวงตาสีน้ำทะเลติดมีความกังวลอยู่ไม่น้อย ผิดกับอีกคนที่นอนเอาแต่นอนเล่นผมคนในอ้อมกอด

 

“ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลยแฮรี่..อย่างที่ฉันบอกไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอแค่เราอยู่เคียงข้างกัน ฉันมั่นใจว่าเราจะต้องผ่านมันไปได้”

 

 

“Come what may, Harry”

 

 

เดรกโกกอดกระชับเอวของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น

 

 

 

“ หึ..นี่นายจำคำนี้มาจากหนังหรือเปล่าเนี่ย...ถ้าใช่ก็แสดงว่านายนี่บ้าหนังน่าดูเลยนะเดรก..

ว่าแต่ฉันหวังว่าเราสองคนคงไม่มีใครต้องตายไปเหมือนนางเอกในหนังหรอกนะ”

แฮรี่ยิ้มบางๆ กับแผ่นอกขาวล่ำตรงหน้า ก่อนที่ริมฝีปากบางจะกลั่นออกมาเป็นเพลงคุ้นหู

 

 

“Seasons may change, winter to spring..
But I love you until the end of time”

 

 

แฮรี่ที่รู้สึกว่าตัวเองจะเริ่มเพ้อมากไปหน่อย จึงซุกหน้าลงไปในอ้อมอกของอีกฝ่าย

 แต่แล้วเสียงทุ้มที่นอนอยู่ข้างๆซึ่งเงียบมานานกลับช่วยร้องต่อ

 


“I will love you until my dying day”

 

 

 

“เพ้อเจ้อ”

 

 

ร่างสูงหัวเราะในลำคอให้กับคำประชดของร่างในอ้อมกอด

 

 

 

“ถ้าฉันเพ้อเจ้อ นายก็คงเพี้ยนแฮรี่ เพราะเสียงหัวใจนายเต้นดังพอๆกับคนเพ้อเจ้อเลยล่ะ”

 

J

....................

 

..........................................

 



Never knew I could feel like this

ไม่เคยรู้เลยว่าฉันจะมีความรู้สึกนี้ได้

Like I've never seen the sky before

เหมือนกับฉันไม่เคยเห็นท้องฟ้ามาก่อน


I want to vanish inside your kiss

อยากจะหายตัวเข้าไปในอ้อมจูบของเธอ

Every day I love you more and more

ฉันรักเธอมากขึ้นทุกวัน..ทุกวัน

Listen to my heart, can you hear it sings

ฟังเสียงหัวใจของฉัน..เธอได้ยินไหมว่ามันกำลังร้องเพลง

Telling me to give you everything

มันบอกกับฉันว่ายอมให้เธอได้ทุกอย่าง

Seasons may change, winter to spring

ฤดูกาลอาจผันเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิ

But I love you until the end of time

แต่ฉันจะรักเธอตราบจนเวลาของฉันสิ้นสุดลง
.


Come what may

ไม่ว่าจะเกิดอะไร

Come what may

แม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามแต่

I will love you until my dying day

ฉันก็จะรักเธอตราบจนถึงวันตายของฉัน.



Suddenly the world seems such a perfect place

อยู่ๆโลกก็ดูเป็นสถานที่สวยงามสมบูรณ์ขึ้นมาทันที

Suddenly it moves with such a perfect grace

อยู่ๆมันกลับขับเคลื่อนไปอย่างสมบูรณ์แบบได้ในทันที

Suddenly my life doesn't seem such a waste

และในนาทีนั้น ชีวิตของฉันก็ดูเหมือนจะไม่ไร้ค่าอีกต่อไป

It all revolves around you

ทุกๆอย่างมันหมุนอยู่รอบตัวเธอ

And there's no mountain too high

และไม่มีภูเขาที่สูงมากเกินไป

No river too wide

ไม่มีแม่น้ำที่กว้างมากเกินไป

Sing out this song and I'll be there by your side

เมื่อเธอร้องเพลงนี้ ฉันจะไปยืนอยู่ข้างกายเธอ

Storm clouds may gather

แม้พายุจะตั้งเค้า

And stars may collide

หรือดวงดาวจะทลาย

But I love you (- I love you -) until the end of time

แต่ฉันก็รักเธอ (- ฉันก็รักเธอ-) ตราบจนเวลาของฉันสิ้นลง

 

 

Song: Come what may

Singer: Ewan mcgregor - Nicole kidman

OST.  Moulin Rouge

 

 

ทั้งที่พึ่งได้หลับไปแต่แล้วเสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นเร็วกว่าที่ร่างสูงคิด

มือยาวคว้าเอานาฬิกาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ข้างหัวเตียงมาดู และเมื่อเห็นว่าเข็มสั้นยังไม่ถึงเลขแปดดี ทำให้คิ้วสีทองเข้มผูกกันเป็นปมแน่น

 

ใครกันนะที่กล้ามาปลุกเค้าในตอนเช้าขนาดที่ ทั้งที่เมื่อคืนก็พึ่งมีงานปาร์ตี้ไปแท้ๆ

 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกทีก่อนที่ประตูใหญ่จะถูกกระชากออกเบาๆด้วยแรงอารมณ์ของอีกฝ่าย

และเมื่อเห็นใครอยู่อีกฝั่งของประตู คิ้วโก่งกลับยิ่งขมวดมากขึ้น

 

“มาปลุกฉันแต่เช้าขนาดนี้ ฉันหวังว่านายจะมีเรื่องที่ด่วนพอนะ ฟรานซิส”

 

“บ่อน้ำมันที่ทะเลเอเดนระเบิด และคนงานไม่กล้าไปทำงานครับ”

 

“ห่ะ..นายอย่าบอกนะว่าเรื่องแค่นี้ทำให้นายต้องมาปลุกฉันไปแต่เช้าน่ะ”

 

“...ครั้งนี้มันระเบิดแรง...และสาเหตุก็ยังไม่แน่ชัด..ผมเกรงว่าคงต้องให้คุณลงไปดูเองครับ”

คำว่าหาสาเหตุไม่ได้เป็นสิ่งที่เดรกโกไม่เคยได้ยินในการรายงานมาก่อน

 

“นายหมายความว่ามีคนใช้เวทมนต์กับเรางั้นเหรอ”

 

“....ผมไม่ของสรุปครับ แนะนำให้คุณลงไปดูเองดีกว่าครับ”

 

เมื่อได้ยินอย่างนั้นเดรกโกจึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมแรงๆเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นเต็มที่

 

“งั้นนายไปรอฉันข้างล่าง เดี๋ยวฉันตามลงไป”

 

“..เอ่อ..ถ้าคุณจะปลุกคุณแฮรี่ไปด้วย ผมแน่ะนำว่าอย่าจะดีกว่า”

 

ร่างสูงได้แต่หันหลังกลับมา พร้อมคิ้วโก่งที่ขมวดมุ่นหนักกว่าเดิม

 

ทำให้ฟรานซินต้องรีบรายงานอีกเรื่องซึ่งตัวเค้าเองก็ไม่ค่อยอยากจะให้นายใหญ่ของตนได้ยินเท่าไหร่นัก

 

“คือสาเหตุหนึ่งที่คนงานหยุดงานกันหมด เพราะมันมีข่าวลือว่าคุณเอาแต่ติดผู้หญิงคนใหม่ ไม่ทำการทำงาน บ่อระเบิดก็ไม่มีการมาดูแล ซึ่งจริงๆแล้วเหตุการณ์ระเบิดมันเกิดขึ้นสักพักหนึ่งแล้วครับ แต่ทางผมก็พึ่งได้รับแจ้งเข้ามาเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงคิดว่า..”

 

 

“ให้ฉันไปด้วยนะเดรก”

 

 

เสียงที่ดังขึ้นข้างกาย ทำให้เดรกโกได้แต่ถอนหายใจแรง

 

 

ปกติก็เห็นหลับได้หลับดี แต่ทีสถานการณ์อย่างนี้กลับตื่นมาได้ถูกจังหวะนักนะคุณหนูเล็ก!

 

 

To Be continue

 

ก้มหัวขอโทษ และหันหลังวิ่งหนีก่อนจะโดนคนอ่านต่อว่า

^^

 

ทุกคอมเม้นของคุณสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับผู้แต่งนะค่ะ

Special Thanks:

http://www.youtube.com/watch?v=hvJpJl04cAI&feature=related

edit @ 2 Aug 2011 23:39:51 by KILLAU

edit @ 2 Aug 2011 23:43:15 by KILLAU

[Fic DM/HP] Desert Rose : Special Part By Killau NC-20

posted on 24 Jan 2011 23:08 by redwest

[Fic DM/HP] Desert Rose : Special Part By Killau NC-20

 

เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่งแหงนหน้ายืนมองตู้กระจกของร้านค้าร้านหนึ่งที่ภายในถูกประดับด้วยลวดลายสวยงาม

กลางตู้กระจกนั้นมีถุงมือหลายคู่ถูกวางเรียงรายอยู่มากมายเพื่อความสะดวกในการเลือกสรร

ดวงตากลมสีน้ำทะเลเศร้าก้มลงมองมือตัวเอง ก่อนจะถูมันไปมาเพื่อสร้างความอบอุ่นท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย

 

 

ถ้ามีเงิน....ก็คงจะซื้อได้สินะ สิ่งที่เรียกว่า

 

....ความอบอุ่น....

 

......................................................................

................................................................................................

 

“อยู่บ้านเป็นเด็กดีนะลูก เดี๋ยวพ่อกับแม่ไปงานเลี้ยงเดี๋ยวก็กลับจ๊ะ อย่าดื้ออย่าซนล่ะ”

 

จะให้ตอบอะไรได้ นอกจากคำเดิมๆ

 

“ครับ...ผมจะเป็นเด็กดี”

ดวงตาสีเทาเข้มที่ควรจะสดใสดังเช่นเด็กทั่วไปกลับหม่นหมองและเย็นชาเกินเด็กทั่วไป

 

บ้านหลังใหญ่โต แต่เค้ากลับไม่ต้องการมันสักนิด

ฮีตเตอร์อันใหญ่ที่มี มันกลับไม่ได้ช่วงสร้างความอบอุ่นให้กับเจ้าหนูตัวกลมแม้แต่น้อย

 

...หนาว...

 

ทั้งๆที่มีพร้อมทุกอย่าง

 

ความอบอุ่นจากมนุษย์ต่างหาก...คือสิ่งที่หนูน้อยคนนี้ต้องการ

 

ดวงตาสีเทาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน

 

...................................

..................................................

 

เด็กทั้งสองยังคงเฝ้ารอต่อไป

 

กับสิ่งที่เรียกว่า

 

....ความอบอุ่น.......

 

...................................

..................................................

 

 

 

ร้านรวงข้างทางมากมายถูกประดับตกแต่งด้วยสิ่งของน่ารักกุ๊กกิ๊กมากมายที่ล้วนแต่เป็นสีตัวแทนของความรัก  ตู้กระจกมากมายเรียงกันเป็นแถว ภายในถูกบรรจุไปด้วยช็อกโกแลตแบบต่างๆที่จัดเรียงอย่างสวยงามอยู่ในกล่องมากมายหลายแบบชักชวนให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาพากันแวะเวียนกันเข้ามาชม เสียงจอแจของเด็กสาววัยแรกรุ่นที่พากันกรี้ดกร้าดยามเจอของน่ารักถูกใจ

 

....วาเลนไทน์อีกปีแล้วสินะ....

 

ร่างบางที่ยืนหยุดมองบรรยากาศท่ามกลางทางเดินที่ถูกปูด้วยพรมธรรมชาติซะจนขาวโพลน

มือขาวบางถูกยกขึ้นรองรับเกร็ดหิมะที่พากันโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า

 

ทั้งๆที่วันที่หิมะตกมักจะเป็นวันที่บรรยากาศขมุกขมัวที่สุด แต่วันนี้พระอาทิตย์กลมโตกลับโผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้าเพื่อแผ่แสงแดดเจิดจ้าไปทั่ว

 

หิมะแรกของปี …………. เลือกตกได้ตรงวันซะด้วย………….

 

เป็นวันที่สดใสเหมาะกับเทศกาลแห่งความรักนี่ซะจริงนะ

 

ริมฝีปากแดงบางเฉียบอดพึมพำขึ้นมาไม่ได้

 

ก่อนจะยกมือขึ้นปัดเกร็ดหิมะมากมายที่พากันมาเกาะกลุ่มผมสีดำเนียนของตน

 

“เฮ้อ...แล้วทำไมต้องเป็นเราที่ต้องมาทำงานอยู่คนเดียวด้วยน้า”

 

บ่นกับตัวเองเบาๆก่อนจะเดินต่อไปอีกนิดแล้วหายเข้าไปในร้านขายเหล้าเก่าๆข้างทางร้านหนึ่งเพื่อทำธุระวันนี้ของตัวเองให้เสร็จ

 

......................................................................

................................................................................................

 

ตี้ด ตี้ด...

 

เสียงร้องเตือนเวลาแมสเสจเข้าทำให้ร่างบางที่กำลังนั่งจิบเบียร์เย็นๆอยู่ถึงกับสะดุ้งเฮือก

 

‘ทำงานอยู่ใช่ไม๊ ระวังตัวด้วยนะ’

 

แม้จะเป็นข้อความสั้นๆแต่ก็ทำให้คนอ่านยิ้มได้ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะความหมายระหว่างบรรทัดของมันต่างหาก

 

‘รู้ว่าทำงานอยู่ แต่คิดถึงก็เลยส่งมา รู้ว่าเก่ง แต่ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ’

 

คนอย่างหมอนั่นถ้าจะให้พิมพ์หมดนี่คงได้เขินตายไปก่อน ที่สำคัญ แค่หมอนั่นยอมใช้เครื่องมือสื่อสารแบบมนุษย์ปกติก็ทำผมแปลกใจจนอยากจะเอาไปล้อจะแย่แล้ว

 

และมีหรือที่คนอย่างแฮรี่จะคิดอย่างเดียว ของอย่างนี้มันต้องไม่ได้ดีแต่ปาก แต่ต้องรู้จักคิดแล้วทำตามที่คิดด้วย!

ไม่รอช้ามือบางกดปุ่มอย่างรวดเร็วอย่างคนชำนาญการ

 

คุณคือใครเหรอครับ บังเอิญว่าเบอร์นี้ผมให้กับพ่อมดอุดมการณ์จัดคนนึงเค้าเอาไว้น่ะครับ แถมที่สำคัญเค้าเป็นคนดุมากๆเลยนะครับ ดังนั้นถ้าคุณแค่เก็บมือถือเครื่องนี้ได้ก็รีบเอาไปคืนเจ้าของเค้าดีกว่านะครับ \(^O^)/

 

และไม่นานเกินรอ มือถือเครื่องเดิมก็สั่นอีกครั้ง

 

รู้ว่าดุแล้วยังจะไม่รีบจัดการมัวแต่เล่นอีก อยากให้ไปทำแทนว่างั้น?

 

หัวคิ้วมนขมวดแน่นทันที

 

อ่ะโธ่ คิดถึงอยากให้กลับเร็วๆก็บอกกันดีๆก็ได้ ทำมาเป็นขู่

 

และขณะที่กำลังจะเก็บเจ้าตัวปัญหาลงกระเป๋า ก็ดันเกิดอาการสั่นอีกครั้ง

 

อะไรกันนักหนานะ

 

...ให้รีบ แต่ไม่ได้ให้ลืมระวังตัวนะ..รู้ใช่ไม๊ว่าทำไม...

 

เหอะ..คนขี้เก็ก...

 

แม้จะคิดอย่างนั้นแต่รอยยิ้มหวานกลับประดับเต็มใบหน้า

 

เห้อ...ว่าแล้วว่าอากาศหนาวๆอย่างนี้เบียร์เย็นๆก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย อยากจะกลับไปนอนกอดอกอุ่นๆนั้นซะแล้วสิ ว่าแล้วก็พับเครื่องมือสื่อสารเข้ากระเป๋าพร้อมมองไปยังเป้าหมายที่นั่งอยู่อีกฝั่งก่อนจะเริ่มลงมือตามแผนทันที

 

......................................................................

................................................................................................

 

ฟุ่บ!

 

“กลับมาแล้วเหรอ”

 

คนร่างสูงเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร มือทั้งสองข้างเอื้อมไปลูบศรีษะคนที่แอบมากอดอยู่ด้านหลัง

 

ริมฝีปากหนาค่อยๆประทับจูบลงบนกลุ่มไหมสีดำนุ่มก่อนจะไล่มาตามใบหน้าเนียน

 

“หืม...ตัวเย็นขนาดนี้...เดินกลับอีกแล้วล่ะสิ”

 

แม้จะกล่าวต่อว่า แต่น้ำเสียงกลับเจือไปด้วยความเป็นห่วง

 

ก่อนจูบต้องรับกลับบ้านจะถูกประทับลงบนริมฝีปากแดงเฉียบอย่างนุ่มนวลและอ่อนหวานที่สุด

 

“หืม...มีเวลาว่างไปนั่งจิบเบียร์ซะด้วย”คิ้วสีทองเลิกขึ้น พร้อมหรี่ตาแกล้งถามพอเป็นพิธี

 

คนตัวบางแกล้งทำตาโตไม่รู้เรื่องก่อนจะเดินตามแรงดึงมานั่งลงบนตักของอีกฝ่าย

 

“ก็มันหนาว”

 

พูดไปทำปากบู่ไปแต่กลับส่งสายตาหวานเชื่อมทอดมองสบไปยังสายตาอีกฝ่าย มือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นคล้องคอคนที่นั่งอยู่

 

“..หึ..เด็กขี้อิจฉา”

พูดจบเจ้าของดวงตาคมก็จุ๊บที่ริมฝีปากแดงฉ่ำตรงหน้าเบาๆก่อนจะท้วงถามขึ้นมา

 

“แล้วฉันผิดเหรอที่ปล่อยให้คนรักแอบหนีออกไปทำงานในวันเทศกาลน่ะ”

นอกจากปากที่ยู่อยู่แล้ว กลับเสริมออฟชั่นด้วยการพองลมใส่แก้มใสทั้งสองข้าง

ดวงตากลมโตสีน้ำทะเลขว้างค้อนวงเบ่อเร่อให้คนที่ตนนั่งทับอยู่ ก่อนจะบ่นอุบอิบอยู่คนเดียวเบาๆ

 

“เชอะ..ก็ใครใช้ให้บรรยากาศมันจะหวานเลี่ยนเว่อร์ซะขนาดนั้นเล่า”

 

แล้วไง..เลยทนอิจฉาคนอื่นเค้าไม่ไหวว่างั้น..ร่างสูงต่อให้ในใจ

แต่แล้วประโยคถัดมา กลับทำให้จังหวะหัวใจเต้นผิดไปทันที

 

“..ที่สำคัญ..หิมะยังตกอีกต่างหาก....”

 

ร่างเล็กที่พูดไปหน้าแดงไป จึงก้มหน้างุดๆกับอกกว้างเพื่อซ่อนมัน

แต่แล้วกลับไปเจอสิ่งที่ทำให้หน้าต้องแดงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

 

ร่างสูงไม่พูดอะไร ค่อยๆจับมือเล็กที่โอบรอบคอตนมา ถูเบาๆเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นให้

 

“ขอโทษที่ไม่รักษาสัญญา”

 

พูดพลางจูบเบาๆลงตามนิ้วมือและจบลงที่หลังมือ

 

“ใครว่าอะไรล่ะ..”

เสียงอู้อี้พึมพำจากอกกว้าง

 

ร่างสูงอดยิ้มเอ็นดูคนๆนี้ขึ้นมาไม่ได้

 

ทำตัวขี้อ้อนน่ารักอย่างนี้เดี๋ยวพ่อจับกดจนเช้าซะหรอก

“ไม่ต้องมาคิดทะลึ่งเลย”

เหมือนจะรู้ว่าคิดอะไร ร่างบางที่กำลังหลับตาไซร้ใบหน้าไปมากับอกอุ่นราวกับลูกแมวน้อยจึงงึมงำออกมา

 

ร่างสูงไม่ได้ว่าอะไรตอบ  แต่กลับเปลี่ยนเป็นถามแทน

 

“ง่วงแล้วเหรอ”

 

และไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายตอบ คนผมทองจัดการอุ้มคนในอ้อมกอดขึ้นและพาเดินไปที่ห้องนอนที่อยู่ใกล้ๆทันที

 

ร่างสูงวางคนตัวเล็กลงอย่างเบามือบนเตียงนุ่ม กำลังจะผละไปเอาชุดนอนมาเปลี่ยนเพื่อคนๆนี้จะได้สบายตัว

 

“อย่าปล่อยนะ”

 

เสียงกางเกงผ้าฝ้ายเสียดสีกัน และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นบนเตียงหนาทำให้คนที่นอนอยู่รู้ได้ว่า อีกฝ่ายได้นั่งลงที่เตียงแล้ว

แฮรี่ค่อยๆลืมตาขึ้นสบตาคม ไม่มีคำใดๆออกจากปากเจ้าตัวเล็กนอกจากคำๆเดิม

 

“หนาว”

 

แต่แค่คำนี้ก็ทำให้อีกฝ่ายทิ้งกายลงบนเตียงอย่างเต็มตัว ก่อนจะดึงร่างที่นอนอยู่เข้ามากอดแน่นๆ

 

เดรกโกจับหน้าผากอีกฝ่ายเข้ามาชนกันก่อนจะเอ่ยเบาๆ

 

“ฉันคิดว่า คนที่บ้าเทศกาลอย่างนายจะปล่อยให้ฉันเฝ้าบ้านคนเดียวซะแล้ว”

 

อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มบางๆ พร้อมกับประทับจูบเบาๆที่แก้มของอีกฝ่าย

 

“ขอโทษนะ”

 

“อืม...ไปอาบน้ำกันดีกว่า”

และเหมือนอยู่ดีๆหนุ่มผมทองก็คิดวิธีที่จะทำให้คนขี้หนาวหายหนาวขึ้นมาได้

จึงตวัดเอาเอวบางขึ้นอุ้มแล้วพาเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที

 

......................................................................

................................................................................................

 

ท่ามกลางห้องน้ำสีสว่างใสโปร่งตา ตรงกลางมีอ่างน้ำสีขาวสะอาดเข้าเซ็ตกันตั้งอยู่

ร่างสูงของหนุ่มผมทองบรรจงนำฟองน้ำขึ้นขัดผิวเนื้อสีชมพูผ่องตรงหน้าอย่างเบามือ

ส่วนฝ่ายที่อ้างว่าทำงานเหนื่อยมาตลอดวันจึงได้แต่หลับตาพริ้มให้อีกฝ่ายเฝ้าปรนิบัตร

 

แฮรี่อดจะคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า

หน้าหนาวอย่างนี้การได้แช่น้ำอุ่นๆพร้อมกับมีคนขัดหลังให้นี่มันดีจริงๆ

 

“หายหนาวขึ้นมาบ้างรึยัง”

คนที่ซ้อนอยู่ข้างหลังเอ่ยขึ้นเบาๆข้างหู ทำให้คนที่หลับตาพริ้มสะดุ้งได้ไม่น้อย

 

“อืม...ก็...ดีขึ้นมั้ง”

 

“เหรอ...แต่ฉันว่าฉันมีวิธีที่ดีกว่านี้นะแฮรี่”

พูดไปมือที่ขัดอยู่ก็ค่อยๆถอยร่นจากแผ่นหลังเนียนลงต่ำมาเรื่อยๆ

ดวงตาคมฉายแววเจ้าเล่ห์

 

“เอ่อ..คือ...ที่นี่จะดีเหรอเดรก..ฉันว่า...อืม....”

 

แฮรี่เริ่มรู้สึกได้ถึงภัยที่กำลังจะมาถึงตัวในไม่ช้า ทำท่าจะผละขึ้นจากน้ำ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันเอาซะแล้วเมื่อปลายนิ้วของอีกเริ่มจับนู่นนี่

 

“ก็นายหนาว...ฉันก็หนาว...ที่สำคัญ ฉันยังไม่อุ่นเลยนี่นา”

พูดเสร็จก็พลิกตัวอีกฝ่ายให้หันหน้าเข้ามา นิ้วมือยาวลูบไล้ไปตามลำตัวลื่นของอีกฝ่าย ก่อนจะกดลงเบาๆที่แผ่นอกบาง เรียวนิ้วนวดคลึงบริเวณติ่งไตอย่างย่ามใจ

 

“อา....เดร...”

 

ไม่รอช้าส่งอีกมือลูบเบาๆตรงต้นขาอ่อน ก่อนจะแตะลงที่ท่อนเนื้อกลางลำตัว ลูบเบาๆพอกระตุ้นเรียกเสียงครางหวานๆ

 

แม้ทั้งสองมือจะช่วยกันทำหน้าที่ของมัน แต่เดรกโกดูเหมือนจะยังไม่พอใจกับสิ่งที่ทำอยู่

มือทั้งสองหยุดการกระทำ ก่อนจะดันแฮรี่ขึ้นนั่งบนขอบอ่าง ดันแผ่นหลังให้พิงกำแพง จัดให้อยู่ในท่าสบายตัว

 

ร่างบางปรือตามองการกระทำของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงค้านอะไรออกไป

 

เดรกโกที่ลำตัวครึ่งนึงยังอยู่ในน้ำค่อยๆก้มหน้าลงตรงหว่างขาของอีกฝ่าย ก่อนที่มือ ริมฝีปากและลิ้นเรียวจะทำหน้าที่ของมันอย่างเชี่ยวชาญ

 

“อืม.....เดรก...อา.....”

 

และเดรกโกไม่ยอมปล่อยมืออีกข้างให้ว่าง ช่วยกันงลูบไล้วนอยู่กับตุ่มไตด้านหน้า

เพื่อกระพืออารมณ์อีกฝ่ายให้พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

“อืม...เดร..จะ...อืม...ไป...”

ร่างสูงข้างล่างดูเหมือนจะไม่ฟังเสียงอะไร ริมฝีปากยังคงดูดเม้มรูดเข้าออกต่อไป แถมดูเหมือนจะเร็วขึ้นด้วยซ้ำ

 

“..อืม...ละ..แล้ว..นะ....อ๊า.............”

ไม่ทันจะขาดคำ น้ำสีขาวขุ่นพุ่งออกจากส่วนปลายจนเต็มริมปีฝากอิ่ม

เดรกโกกลืนมันลงไป แต่ก็ยังมีบางส่วนไหลเปรอะออกมาจากริมฝีปาก

มือหนาทำท่าจะยกขึ้นปาดมันออก แต่อีกคนที่นั่งอยู่กลับยกแขนบางขึ้นรั้งมือนั้นไว้เบาๆ

 

แฮรี่ยื่นหน้าเข้ามาไกล้ก่อนจะกระหวัดลิ้นเรียวขึ้นเลียเบาๆไปรอบริมฝีปากร่างสูง และไล้ลงมาตามรอยที่น้ำสีขาวขุ่นที่ไหลเยิ้ม จากริมฝีปาก ไล่ลงมาจนถึงคาง

 

คนที่ถูกเลียทำความสะอาดมีอาการแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมวันนี้หนุ่มน้อยของเค้าถึงได้ปล่อยฟีโรโมนเซ็กซี่มากมายขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรออกไป

 

และเมื่อดูเหมือนร่างเล็กจะทำความสะอาดตนจนพอใจแล้ว

แขนแกร่งจึงค่อยๆดันสะโพกอีกฝ่ายขึ้น ก่อนจะสอดนิ้วเรียวที่ปาดเอาน้ำเหนียวหนืดที่เหลือไว้เข้ากับรูด้านหลังทันที

 

“อา......”

เสียงครางลอดออกมาจากเรียวปากบาง

ยิ่งกระตุ้นให้เดรกโกนำอีกมือที่ว่างมาช่วยที่ด้านหน้าอีกครั้ง

ริมฝีปากนุ่มไล่ฝังรอยไว้ตามที่ต่างๆ ราวกับกลัวว่าใครจะไม่รู้ว่าคนๆนี้น่ะมีเจ้าของแล้ว

 

“อืม....เดร...อา.....พะ...พอ...ก่อน...อืม...”

เมื่อด้านหน้าและด้านหลังถูกกระตุ้นพร้อมๆกันทำให้คนร่างเล็กบิดกายเร่าๆ

 

“อืม...ฉันก็..จะไม่ไหวเหมือนกัน..โอเคแล้วนะ”

เดรกโกที่อดทนปรนเปรออีกฝ่ายมาตลอดก็ชักจะอดกลั้นของตัวเองไว้ไม่ไหวเช่นกัน

ภาพคนรักตรงหน้าและเสียงครางหวานกระเส่าข้างหูมันทำให้ส่วนกลางลำตัวของเค้าขยายคับแน่นไปหมด

 

“อืม..ฉัน..ตะ...ต้องการ...นะ..นาย อืม..”

ทันทีที่ได้ยินคำอนุญาติ นิ้วมือทั้งสามถูกถอนออกทันที

ร่างบางลอยหวือลงมาในอ่างอันเดิม

เรียวแขนบางถูกจับให้โอบคอร่างหนาที่นั่งอยู่

มือแกร่งจับเรียวขาทั้งสองข้างอ้าออก

และจับสะโพกมนค่อยๆกดลงบนท่อนเนื้อกลางลำตัวของตน

 

“อ๊า............เดร...”

ด้วยขนาดที่ต่างกันอย่างมากทำให้คนตัวเล็กรู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่ได้ แถมยังความรู้สึกที่ไม่มั่นคงยามเมื่อเท้าทั้งสองข้างไม่ได้แตะพื้นนั่นอีก ทำให้คนร่างบางยิ่งต้องกอดคออีกฝ่ายแน่น

 

“อืม...แฮรี่.....อา....”

 

เดรกโกรอให้แฮรี่ผ่อนลมหายใจเบาๆเพื่อที่ของๆตนจะได้เข้าไปได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องทรมานมากนัก

แต่ความอดทนของเค้าก็ใกล้จะหมดลงทุกทีแล้วเช่นกัน เนื่องจากช่องทางที่ร้อนและรัดแน่นมาก

 

แฮรี่ที่เห็นอีกฝ่ายกัดฟันข่มอารมณ์อย่างเต็มที่ก็ให้ทำใจ

 

ก็เพราะใจดีกับเค้าอย่างนี้เสมอ

เพราะคิดถึงเค้าเป็นคนแรกอย่างนี้

 

......แล้วจะไม่ให้รักได้ยังไงล่ะ......

 

คิดแล้วก็ตัดสินใจ สูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะทิ้งลำตัวลงไปจนสุดทันที

 

“อ๊า.........................”

 

ร่างเล็กหลับตาสะบัดหน้าขึ้นสูงทันทีด้วยความเสียงซ่านที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ส่วนฝ่ายที่อยู่ข้างล่างก็ไม่ต่างกัน ความคับแน่นทำให้แทบทนไม่ไหว มือแกร่งค่อยๆจับสะโพกบางโยกขึ้นลง

อย่างเบามือ ก่อนจะค่อยๆเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น

 

เสียงผิวเนื้อดังกระทบดังสะท้อนห้องน้ำพร้อมกับเสียงครางระงมของร่างสองร่างที่กอดกระหวัดกันท่ามกลางผืนน้ำที่กระเพื่อมขึ้นลง บ้างกระเด็นออกจากอ่างใบโต

 

ความเร่าร้อนทำให้กระจกบางใสขึ้นฝ้าทึบไปหมด

 

คนข้างใต้เมื่อเห็นอีกคนใกล้จะถึงฝั่งอยู่มะรอมมะล่อจึงถอนตัวออกทันที

 

“อ๊ะ!”

 

 

เดรกโกจับให้ร่างบางยืนขึ้น ก่อนจะดันหน้าเข้ากับผนังด้านข้าง

 

ดวงตากลมโตฉายแววงงงวยเล็กน้อยแต่ก็ทำตามโดยดีไม่ได้ท้วงติงอะไร

 

มือใหญ่จับขาทั้งสองข้างแยกออก ก่อนจะดันตัวเข้าไปทีเดียวจนสุด

 

“อ๊าาาา”

ร่างสูงที่ซ้อนด้านหลังกระแทกเข้าออกอย่างไม่มียั้ง

เนื่องด้วยเป็นเพราะว่าเป็นท่าใหม่ที่ไม่คุ้นเคย และก็เป็นท่าที่ทำให้การสอดใส่เข้าได้ลึกกว่าทุกครั้ง

ทำให้ร่างข้างใต้มีอารมณ์มากกว่าครั้งไหน

 

“อืม...ดี...ไม๊”

ร่างที่ซ้อนหลังเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า

 

แม้จะไม่มีเสียงตอบจากร่างบาง แต่นิ้วมือเล็กที่เกี่ยวกระหวัดใบหน้าคมเข้มให้เข้ามาประทับริมฝีปากด้วยนั้นร้อนแรงและถ่ายทอดความรู้สึกได้มากกว่าคำพูดใดๆ

 

“..ปะ...ไป..พร้อม..กัน..นะ..”

ร่างบางค่อยๆพูดออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น

 

ซึ่งคราวนี้ร่างสูงกลับเป็นฝ่ายที่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่เร่งจังหวะช่วงล่างให้เร็ว..แรง..

ร่างบางข้างใต้ครางเสียงหวานระงม

 

คนตัวโตถอนกายออกเกือบหมด..แล้วกระแทกเข้ามาเป็นครั้งสุดท้าย

 

“อ๊า........................เดรก.....”

“..อา......................”

 

สองเสียงร้องประสานพร้อมน้ำรักที่ฉีดพุ่งออกมาจนเลอะเปรอะไปทั่ว

 

เดรกโกรีบเข้าประคองร่างเล็กที่ทำท่าจะทรุดลงในทันที ก่อนจะจัดการล้างคราบต่างๆด้วยสบู่

แล้วจึงนำผ้ามาเช็ดตามลำตัวก่อนจะอุ้มขึ้นจากอ่างแล้วพาออกไปที่เตียงนอน

 

......................................................................................

 

...................................................................................... ......................

 

บนเตียงสีขาวหลังใหญ่กลางห้อง สองร่างนั่งพิงกันอยู่ โดยที่คนตัวโตกำลังเอาไดร์เป่าผมให้กับอีกคนที่นั่งทำตาปรือเอนตัวพิงอีกคน แฮรี่ที่นั่งตาปรอยอยู่เฉยๆเริ่มสังเกตตัวเอง สีผิวของลำตัวที่ตัดกับชุดคลุมว่ายน้ำที่ใส่อยู่ เนื้อเนียนนวลแดงไปทั้งตัว สาเหตุนึงเป็นเพราะความร้อนของน้ำน่ะเค้ารู้ แต่นี่มันส่วนใหญ่กลับเป็นร่องรอยแสดงความเป็นเจ้าของของคนที่นั่งเป่าหัวให้อยู่ข้างๆนี่น่ะสิ

 

“จะหวง...จะทำไม”

 

เมื่อเห็นร่างเล็กจ้องตัวเองเอาๆจึงเอ่ยขึ้นเหมือนรู้ใจ

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่ จะร้อนตัวไปทำไม”

ร่างบางบ่นงุบงิบคนเดียว

ก็จะให้ว่าอะไรได้ เค้ามั่นใจเลยว่าร่างใต้เสื้อคลุมอาบน้ำอีกคนก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่หรอก

 

ถ้ารัก..เราก็รักกันทั้งสองฝ่าย..

ดังนั้น ถ้าจะหวง...คิดว่าใครจะหวงอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง

 

ริมฝีปากบางเชิดขึ้นอย่างเขินๆกับความคิดของตัวเอง

 

จุ๊บ!?!

 

“ทำปากอย่างนี้อยากโดนอีกรอบหรือไง”

 

คนตัวโตที่ตอนนี้ได้เก็บไดร์ไปเรียบร้อย เริ่มหันมาสำรวจความหอมของคนร่างเล็กแทน

เดรกโกทั้งจูบทั้งดมไปเรื่อย เริ่มจากเช็กความแห้งและหอมของผมคนตัวเล็ก ก่อนจะไล้ลงมาที่แก้ม และลำคอ

 

“ถึงฉันไม่ทำปากอย่างนั้น ทำอย่างกับว่านายจะปล่อยฉันให้หลับงั้นแหละ”

 

“อืม..รู้ก็ดี”

 

ทั้งสองหันมาสบตากัน ดวงตาสองคู่ถ่ายถอดความรักถึงกันและกัน ก่อนที่ดวงหน้าจะค่อยๆเคลื่อนมาใกล้กัน ริมฝีปากกระกบลง เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดกันไม่ยอมปล่อย

 

การแสดงออกของความรักมีหลายแบบ

แต่บางที...คำพูดมันก็ไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้หมดหรอกนะ

 

....โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนปากหนักอย่างพวกเค้า…

 

 

......................................................................................

 

...................................................................................... ......................

 

“ทำไมถึงไม่ชอบใส่ถุงมือ”

ร่างสูงหนาที่ยืนข้างๆเอ่ยถามคนตัวเล็กที่มักจะถูมือไปมาทุกครั้งเมื่อรู้สึกหนาว

 

“ชินน่ะ”

ตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไร ดวงตาคมโตยังคงจ้องไปยังจอโทรทัศน์ข้างหน้า

 

แต่แล้วอยู่ดีๆ มือที่เคยเย็นมาตลอดกลับอุ่นขึ้นทันที

 

คนตัวเล็กหันหน้าควับ ไปมองอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆทันที ดวงตากลมเขียวเบิกกว้าง

“อะไร จ้องอย่างนั้นหมายความว่าอะไร ไม่ชอบ?”

 

หันมาจ้องหน้ายักคิ้วข้างนึงถาม ก่อนจะหันไปสนใจทีวีต่อบ้าง

ปล่อยให้คนตัวเล็กได้แต่จ้องมือของตนที่ถูกคนข้างๆเอามาเป่าลมใส่บ้าง ถูไปมาบ้าง เพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้มันอุ่นให้สักที

 

“เค้าว่าคนมือเย็นหัวใจไม่ดี”

จู่ๆร่างสูงก็พูดขึ้นมาอีก

 

แฮรี่จึงได้แต่ยิ้ม ก่อนจะพูดขำๆออกมาเบาๆ

 

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยอยู่จับให้ตลอดหน่อยนะ ฉันยังไม่อยากตายเร็วนักน่ะ”

 

แม้จะเป็นคำพูดเล่น แต่อีกคนกลับหันมาจ้องอย่างจริงจัง

 

“แล้วใครเค้าจะปล่อยมือนายกันล่ะ”

พูดจบแล้วไม่ลืมจูบลงไปเบาๆที่ฝ่ามือบางเพื่อเป็นตราประทับรับรองคำสัญญาของตน

 

ส่วนคนที่ถูกทำน่ะเหรอ แน่ใจได้เลยว่าไม่มีทางที่หน้าจะไม่แดงแน่ๆ

 

............นายรู้ไม๊ว่าที่นายทำ มันไม่ได้อุ่นแค่ที่มือ.....แต่มันอุ่นไปถึงหัวใจเลยแหละ................เดรกโก

...........ทั้งๆที่มือของนายก็เย็น....แต่ทำไมมันกลับทำให้ ‘บ้าน’ ของเราอุ่นขึ้นได้ขนาดนี้นะ......แฮรี่

 

.....................ขอบคุณ...........................

 

 

......................................................................................

 

...................................................................................... ......................

.........ไม่ว่าวันไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...เราจะไม่ทิ้ง ความอบอุ่นของเราแน่ๆ...........

...................................................................................... ......................

......................................................................................

“ฉันรักนายแฮรี่...”

ร่างสูงที่นอนกอดก่ายอีกฝ่ายไว้โดยมีผ้าห่มผืนหนาช่วยให้ความอบอุ่นท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงแต่เสียงลมหายใจ

“...เหมือนกันเดรก....ฉันก็รักนาย”

พูดจบอ้อมกอดที่กระชับแน่นอยู่แล้วกลับแน่นขึ้นอีก

 

ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ได้ยินคำนี้...ดวงใจทั้งดวงก็บีบแน่นได้เสมอ....

ความรักของนายคือเครื่องหมายแสดงการมีชีวิตอยู่ของฉันนะ

 

..................... “สุขสันต์วันวาเลนไทน์เดรก”..............................

...................... “อืม...สุขสันต์วันวาเลนไทน์”............................

 

ไม่ว่าวันเวลาจะผันผ่านสักเท่าไหร่

ไม่จำเป็นต้องเป็นวันสำคัญอะไร

...ขอแค่เรารักกันทุกวัน...

...วันทุกวันก็เป็นวันที่พิเศษที่สุด....

 

 

....เป็นวันแห่งความรักของเราทั้งสองคน...

 

เสียงเพลงเบาๆแว่วออกมาจากสเตอริโอตัวใหญ่มุมห้อง

สองคนที่กำลังนอนกอดก่ายกันชวนคุยกันกระหนุงกระหนิงหยุดนิ่งฟังทันที

 

If there were no words
No way to speak
I would still hear you


ถึงแม้จะไม่มีคำใดๆ ไม่มีการพูดจา

แต่ฉันยังคงได้ยินคุณ


If there were no tears
No way to feel inside
I'd still feel for you


ถึงแม้ว่าจะไม่มีน้ำตา ไม่มีทางที่จะรู้ความรู้สึกข้างใน

แต่ฉันยังคงรู้สึกถึงคุณได้


And even if the sun refuse to shine
Even if romance ran out of rhyme
You would still have my heart
Until the end of time
You're all i need

My love, my valentine

 

และแม้ว่าดวงอาทิตย์จะไม่ส่องแสง หรือแม้แต่จะไร้ซึ่งเสียงของความรัก

แต่คุณยังคงอยู่ในใจฉันตลอดจนถึงจุดจบของห้วงเวลา

คุณคือทุกสิ่งที่ฉันต้องการ


My love, my valentine



All of my life
I have been waiting for
All you give to me
You've opened my eyes
And showed me how to love unselfishly

 

ตลอดทั้งชีวิต ฉันได้แต่เฝ้ารอทุกสิ่งที่คุณได้ให้ฉันมา

คุณเปิดตาฉันและสอนให้ฉันรู้จักรักที่ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว

I've dreamed of this a thousand times before
In my dreams i couldnt love you more
I will give you my heart
Until the end of time
You're all i need
My love, my valentine

 

ก่อนหน้านี้ฉันฝันเกี่ยวกับมันเป็นพันครั้ง

ในความฝัน ฉันไม่สามารถรักคุณได้มากไปกว่านี้แล้ว

ฉันจะให้ใจของฉันจนถึงจุดจบของช่วงเวลา

คุณคือทุกอย่างที่ฉันต้องการ My love, my valentine



Cuz all i need  Is you, my valentine



You're all i need  My love, my valentine

 

Credit: Martina McBride - My Valentine

 

“...... I will give you my heart Until the end of time, You're all i need My love, my valentine”

คนร่างสูงอยู่ดีๆก็ร้องขึ้นเบาๆหลังจากทำนองเพลงเงียบหายไปแล้ว

ทำให้คนร่างบางหัวเราะคิก ก่อนจะต่อออกมาบ้าง

“Cuz all i need  Is you, …..my valentine”

พูดจบก็จูบเบาๆที่ริมฝีปากอีกคนเป็นรางวัลสำหรับคำหวานโดนใจ

 

เพราะต่างคนก็รู้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงแห่งความทรงจำแค่ไหน

 

“ขอบคุณที่ยังจำมันได้นะเดรก”

 

“ขอบคุณเหมือนกัน.... my valentine”

 

Ending Again  ^____________^


 Talk:

 

สวัสดีปีใหม่ค่าทุกคน ช้าไปหน่อยเน้อ ฮี่ๆ แต่ยังไงก็ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนนะค่ะ ..ปีนี้เป็นปีกระต่ายแหละ ปีคนแต่งเองแหะๆ แถวนี้มีคนเกิดปีนี้เหมือนกันหรือเปล่าเอ่ย..^^ อืม เพราะอย่างนั้นคนแต่งเลยว่าจะทำตัวดี ดองฟิคน้อยลง เลยเริ่มต้นด้วยการลงฟิค...เก่า...ฮ่าๆๆ ล้อเล่น อันนี้แค่ไปค้นๆเจอแล้วพึ่งเห็นว่ายังไม่เคยลง ก็เลยเอามาเรียกน้ำย่อยรอวันวาเลนไทน์ในอีกสิบกว่าวันละกันนะค่ะ แล้วสัญญาว่าจะรีบเอาตอนต่อมาลงล่ะกันนะค่ะ ^^

 

ยังไงปีนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวเหมือนเดิมเนอะ ขอบคุณคนอ่านทุกคนเสมอที่คอยสนับสนุนกันค่ะ ^O^

 

 

edit @ 25 Jan 2011 21:00:55 by KILLAU

[SF TF-DR] ระหว่างสองเรา By Killau

posted on 18 Jun 2010 21:02 by redwest
 

[SF TF-DR] ระหว่างสองเรา By Killau

 

วันนี้ก็เป็นเหมือนกับทุกวัน ที่หลังจากเสร็จจากกองถ่ายแดเนียลต้องพาร่างสโลสเลของตนกลับมาที่ห้องพักกลางเมืองที่เช่าไว้อีกที่เนื่องจากที่บ้านห่วงที่เค้าจะต้องขับรถกลับบ้านกลับเองคนเดียวตอนกลางคืน

 

แต่นั่นคือเหตุผลของพ่อแม่.....

 

 

เพราะถ้าถามว่าแค่ขับรถกลับทำไมจะเค้าจะทำไม่ได้

 

 

......เพียงแค่เค้าไม่อยากจะรบกวนเวลาของใครบางคนต่างหาก....

 

 

 

แกร๊ก..

 

 

ร่างบางเปิดประตูเข้ามาในห้องพัก มือบางคลำเปิดสวิตไฟก่อนที่ไฟห้องโถงจะสว่างโล่ขึ้น ห้องพักขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่สำหรับการอยู่คนเดียว ฟอนิเจอร์น้อยชิ้นถูกจัดเรียงเข้ามุมอย่างมีสไตล์ แม้ตัวห้องจะสีครีมนวลแต่แจกัน กรอบรูป นาฬิกาและของประดับอื่นๆกลับเป็นสีสันสดใสตัด บ่งบอกถึงอายุและความสดใสของเจ้าของตัวเล็กได้ดี

 

มือเรียวคว้าเอาหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ตรงเคาท์เตอร์แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์หนึ่งกระป๋องออกมา ก่อนจะเดินออกจากห้องครัว มือหนึ่งทำหน้าที่กระดกเบียร์เข้าปาก ทั้งที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือพิมพ์

 

"เดินไม่ดูทางเดี๋ยวก็สะดุดเอาหรอก"

 

 

...ลมหายใจกระตุก....

 

แต่เจ้าตัวกลับทำแค่ถามอีกฝ่ายกลับนิ่งๆ

 

"มาตั้งแต่เมื่อไหร่"

 

ดวงตากลมยังคงจับจ้องลงบนหน้าหนังสือพิมพ์

 

 

ทั้งที่หัวข้อข่าวมันไม่ได้น่าสนใจเลยสักนิด..แต่มันก็คงดีกว่าจะต้องหันไปสบตากับใครบางคน

 

 

คนตัวสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาสีน้ำตาลเข้มหน้าทีวีนิ่งไปนิด คิ้วสีทองทั้งสองขมวดเข้าหากัน

 

 

 

"นี่เราคุยกันอยู่หรือเปล่าแดน"

 

 

 

เสียงของคนพูดเข้ามาใกล้โดยที่แดนเนียลไม่ทันได้ระวังตัว ทำให้ร่างบางเก็บอาการสะดุ้งไม่อยู่

และนั่น......ทำให้ริมฝีปากของใครอีกคนเหยียดยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

 

"นอกจากหน้าของฉันที่นายไม่อยากจะมองแล้ว...เดี๋ยวนี้เสียงของฉันมันก็ไม่คุ้นหูนายจนถึงขนาดต้องสะดุ้งกันเลยเหรอ..."

 

 

สิ้นประโยค ดวงตากลมโตยกตวัดมองอีกฝ่ายทันที

 

ดวงหน้าคุ้นเคยที่บัดนี้อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ อ้อมอกอบอุ่นที่คอยโอบกอด และปลอบประโลมยามเป็นทุกข์

 

..แดเนียลอยากจะเดินเข้าไปซุกใจจะขาด...

 

 

แต่ดวงตาที่แข็งกร้าวพร้อมกับริมฝีปากที่ยิ้มเหยียดใส่เค้าอยู่มันทำให้ลำคอตีบตันและพาลจะให้น้ำตามันไหลเอาดื้อๆ ก่อนที่หยดน้ำที่เอ่อล้นจะไหลลงอาบหน้าให้อีกคนได้เห็น เจ้าตัวเล็กจึงตัดสินใจหันหลังเดินเข้าห้องนอนไปเสียถ้าไม่ติดที่ท่อนแขนเพรียวถูกอีกฝ่ายดึงรั้งเอาไว้ และทันทีที่น้ำตาเม็ดแรกร่วงหล่น ร่างเล็กก็ถูกกระชากเข้าสู่อ้อมอกอันคุ้นเคยทันที

 

 

"...........จะร้องไห้ทำไม"

 

 

เสียงทุ้มอ่อนทอดมาหลังจากปล่อยให้เจ้าตัวเล็กร้องไห้กับอกตัวเอง

จากที่กอดอยู่อ้อมแขนแกร่งเอื้อมขึ้นลูบหัวและหลังให้อีกคนที่เริ่มสะอื้นหนักขึ้น

 

แต่กลายเป็นว่ายิ่งลูบยิ่งร้องจนร่างสูงเริ่มทำอะไรไม่ถูกนอกจากค่อยๆลากเอาอีกคนมานั่งลงบนโซฟา

นิ้วโป้งทั้งสองยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากดวงหน้าเรียว ตาคมจ้องมองใบหน้าคนรักที่เค้าไม่ได้เห็นมาเป็นเวลานาน

แก้มของคนตัวเล็กที่ตอบลง ดวงตาเขียวมรกตที่เอาแต่มองพื้นไม่ยอมสบตาเค้า...มันมีแต่ความหม่นหมอง..ไม่สดใสเหมือนเคย

 

 

และนั่นทำให้ทอมต้องทอดถอนใจออกมา

 

 

"นายเป็นอะไรไปแดน....เกิดอะไรขึ้น"

 

 

เสียงทุ้มเอ่ยถามทั้งที่มือก็ลูบผมเผ้าของอีกฝ่ายให้เข้าที่เข้าทาง

 

ร่างเล็กที่ยังคงเอาแต่ก้มมองพื้นทำให้ทอมต้องพูดต่อ

 

"ถ้านายไม่พูดฉันก็ไม่รู้หรอกนะแดน"

 

 

แต่นอกจากเหลือบขึ้นมามองแล้ว ริมฝีปากแดงฉ่ำนั่นก็ไม่ได้เอ่ยอะไร

 

 

มือของร่างสูงที่ปล่อยลงกับโซฟาพร้อมเสียงทอดหายใจยาวเรียกความสนใจของดวงตากลมโตได้ทันที

 

 

"............ระหว่างเรา........มันมีอะไรที่เปลี่ยนไปหรือเปล่าแดน"

 

 

ดวงตาสองดวงมองสบกัน

ความสับสนที่ฉายชัดในแววตาของคนทั้งคู่

 

 

คนร่างสูงเพียงแค่เหลือบไปมองหัวข้อข่าวของอีกคนกับนักแสดงผู้หญิงอีกคนก่อนที่จะเงยหน้ามองสบอีกฝ่าย

 

"ฉันจะไม่ถามเรื่องนายกับผู้หญิงคนนั้น........ที่มานี่....ฉันแค่อยากรู้ว่ายังรักกันอยู่บ้างหรือเปล่า....แดน"

 

น้อยครั้งที่แดเนียลจะเห็นดวงตาคมที่เค้ารักคู่นั้นฉายชัดไปด้วยความอมทุกข์แบบตอนนี้

แม้จะไม่มีน้ำตาเหมือนตน แต่แววตาของทอมกลับฉายชัดได้ถึงความเจ็บปวด

"เพราะว่าเราห่างกันไป...เพราะว่าเราไม่ได้ทำหนังด้วยกัน...เพราะว่าเราสองคนต่างไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆหรือเปล่าแดน...มันถึงทำให้นาย..ลังเล..ที่จะพูดคำนั้นๆออกมา"

 

"....แต่ฉันขอให้นายรู้ไว้ว่าไม่เคยมีสักวันที่ฉัน..ที่หัวใจฉัน...จะลังเลที่จะพูดคำๆนั้นกับนาย...."

 

"ฉันรักเคยรักนายยังไงก็ยัง...รัก...เหมือนเดิม..ไม่เคยเปลี่ยน.."

รอยยิ้มบางๆถูกส่งมาทั้งที่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายชัดถึงความเสียใจ

 

จุมพิตเบาบางหากเต็มไปด้วยความรักและความทะนุถนอมถูกประทับลงบนหน้าผากมน

 

โดยไร้ซึ่งคำพูดของคนตัวบางที่หลับตาพริ้มรับจูบจากเค้าทำให้ทอมทำแค่อดยิ้มไม่ได้แม้จะรู้สึกเจ็บตรงหน้าอกจนแทบจะล้มลง

 

ในเมื่อเจ้าตัวเล็กของเค้าต้องการเวลาเค้าก็พร้อมจะให้มันเสมอ

 

ร่างสูงตัดใจลุกขึ้น พร้อมหยิบเอากุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆกันเตรียมตัวออกไปที่ประตู

 

 

 

 

 

 

".....อย่าไปนะ...."

 

 

 

 

 

 

 

เสียงแหบอ่อนเอ่ยขึ้นเพียงเบาๆพร้อมสัมผัสนุ่มทางด้านหลัง ทำให้ขาทั้งสองข้างหยุดชะงักได้ในทันที

 

 

 

"....กอดฉันหน่อยสิทอม...เหมือนแต่ก่อน....กอดฉัน...."

 

 

เสียงหอบอ้อนทั้งที่ยังติดสะอื้นเล็กๆทำให้อีกคนต้องหันกลับตวัดเอาคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมกอดก่อนจะประกบจูบหวานๆให้อย่างอ่อนโยน

 

 

ร่างสูงค่อยๆถอนริมฝีปากออก ก่อนจะมองสบดวงตาสีน้ำทะเลใส...

ลิ้นเรียวเกี่ยวกระหวัดเก็บเอาน้ำทะเลที่เอ่อล้นออกมา พร้อมจูบเบาๆลงบนเปลือกตาทั้งสองข้าง ไล้เรื่อยไปจนถึงจมูกโด่งเป็นสัน พวงแก้มยุ้ย

 

 

"ฉันขอโทษแดนที่ทำให้เรื่องของเราเป็นแบบนี้.....ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าอะไร...หรือเพราะใคร..."

 

จูบหวานๆประทับลงบนแหวนสีเงินที่ยังคงส่องประกายอยู่บนมือของอีกฝ่าย

 

"แต่ถ้ายังเหลือคำว่า..รัก..ให้กันอยู่บ้าง.....ฉันอยากจะให้เรามาเริ่มกันใหม่ได้ไหม....ฉันไม่อยากให้รักของเราจบลงแบ.."

 

ก่อนที่จะพูดจบมือเล็กก็เกี่ยวต้นคอของอีกฝ่ายเข้ามาหาตน..จูบหวานๆเริ่มถูกเปลี่ยนให้ร้อนขึ้น..เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดหากัน..ดวงตาหวานเยิ้มมองสบกัน

 

"ฉันไม่ใจดีขนาดยอมใช้ทอมร่วมกับใครหรอก ไม่ต้องห่วง....

 

......ฉันรักนายแค่คนเดียว...

 

.....รักเสมอมา...และตลอดไป"

 

 

สิ้นคำร่างบาง ร่างทั้งสองก็เกี่ยวกระหวัดถ่ายทอดความรักให้กันและกันให้สมกับที่ห่างหายไปนาน

 

ค่ำคืนแห่งความคิดถึงที่เร่าร้อนคงจะไม่หยุดจนกว่าฟ้าจะสาง

 

 

 

ลมเย็นๆพัดผ่านหน้าต่างที่เปิดกว้างไว้ วันหยุดฤดูร้อนที่ได้มาไม่ได้ทำให้แดนอยากออกไปเที่ยวข้างนอก...เค้ากลับต้องการแค่การนอนฟังเพลงบนตักของอีกฝ่ายที่นั่งอ่านหนังสืออยู่

 

..แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับความรักของเราทั้งสอง...

 

...แค่เรายังอยู่เคียงข้างกัน...

 

...แม้เดรกต้องใช้มือเปิดหนังสืออ่าน..แต่แค่มือข้างหนึ่งของเราสอดประสานกันไว้...มันก็อบอุ่นแล้ว

 รอยยิ้มหวานถูกส่งให้กันเป็นบางที

 

...อย่างเช่นตอนนี้...

 

ที่เพลงในวิทยุมันหวาน...พอๆกับรอยยิ้มยั่วของคนที่นอนตักอยู่ ทำให้ร่างสูงอดใจไม่ไหวต้องวางหนังสือในมือลง พร้อมกับแนบจูบหวานๆลงบนริมฝีปากนุ่มนิ่ม

 

 

"ยิ้มแบบนั้น...เดี๋ยวก็ได้ออกกำลังกายในวันหยุดแทนนอนฟังเพลงหรอก"

 

 

"...ก็ดีสิ..จะได้รู้ว่าที่เค้าว่าเต๊ะปี๊ปดังจนแก่น่ะ มันจริงหรือเปล่า"

 

 

" เด็กแก่แดด..เดี๋ยวเถอะจะลุกไม่ไหวเอา แล้วอย่ามาโทษทีหลังว่าเป็นเพราะคนแก่คนนี้นะ"

 

 

 

และแล้ว...เสียงเพลงเบาๆก็ถูกกลบไปด้วยเสียงครางแสนหวานแทน....

 

..............................................................................

 

............................................................

 

..........................................

 

.......................................

 

...........................

 
ระหว่างสองเรานั้นมีอะไรขาดไปหรือเปล่า
ก็หมู่นี้เราไม่ค่อยพูดคุยกันอย่างเคย
จะเป็นเพราะฉันและเธอไปเจออะไรหรือเปล่า
ไม่อยากให้เราต้องเป็นอย่างนี้กันอีกเลย
 
วันเก่าๆ  วันนั้น  จะมีอีกทีหรือไม่
วันที่ทั้งสองหัวใจ กลับไปเป็นเหมือนเคย
เราบอกรักกันเมื่อครั้งสุดท้าย เมื่อไหร่
จะปล่อยให้ใจเราเป็นอย่างนี้อีกนานหรือเปล่า
 
หากว่าเธอลองกอดฉัน
ดั่งวันนั้นเหมือนวันที่แล้วมา
จับที่มือมองที่ตา
เปิดเผยให้เห็นหัวใจ
ร่วมคิดถึงวันเหล่านั้น
และความรักที่ยิ่งใหญ่
เธอและฉันนั้น (จะ)ลองรวมหัวใจดูไหม
 
ให้รักเราใหม่อีกครั้ง

 

..............................................................................

 

............................................................

 

..........................................

 

.......................................

 

...........................

 

END

 

 

Note: 55555555เพื่อคุณกีวี่เลยนะเนี่ยยยยยยย คู่นี้ไม่ได้แต่งมาชาติเศษเลยล่ะ

รู้สึกแปลกๆ เนื้อเรื่องงงๆ ภาษาก็งวยๆ พยายามแล้วน้า..แต่ได้แค่นี้แหละ ฮ่าๆๆ

ชอบไม่ชอบยังไงก็บอกด้วยนะคะ

แหะๆ สัญญาว่าต่อไปเป็นตอนต่อของ เรื่องนั้นแน่ๆ ว่าแล้วก็หนีดีกว่า~

 

Credit : ระหว่างสองเรา - Groove Riders

 

[X'mas Fic:DM/HP] Daily Merry Christmas By Killau

posted on 24 Mar 2010 00:41 by redwest

 

~*Daily Merry Christmas*~

 

Paring: DM x HP x DR?

Special from DESERT ROSE and Last Fly

 

"เฮ้...ยูอ่ะ..ทำไมยูไม่ว่างวันนั้นอ่ะ..."

ภาพเด็กชายตัวเล็กอายุประมาณ7-8ขวบในชุดเอี้ยมสียีนเข้มอวดพุงกลมๆ กำลังเขย่าขากางเกงชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ด้วยกัน ด้วยสีหน้าและแววตาที่อ้อนสุดๆ แก้มยุ้ยนั่นที่เดิมแดงอยู่แล้ว แต่หากเวลานี้กลับดูแดงมากขึ้นตามอารมณ์ เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ว่างอย่างที่เคยตกลงกันไว้

 

"ทั้งๆที่ยูสัญญาแล้วอ่ะะะะะะ"

ดวงตาสีเขียวใสมีแววกร้าวขึ้นนิดๆ และทำเป็นสะบัดพุงนั่นออกจากมือของอีกฝ่ายที่ตั้งใจก้มลงมาอุ้ม

 

"ก็หลังจากทำงานเสร็จเราค่อยไปฉลองกันไง แล้ววันต่อมาค่อยไปเที่ยวกันทั้งวันก็ได้นี่นา ไหนมาให้อุ้มหน่อยเร็วเจ้าตัวดี"

ดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองมาด้วยความรัก พร้อมยกมือทั้งสองที่ถกแขนเสื้อเชิ้ตไว้ที่ศอกขึ้น ทำท่ารอให้อีกฝ่ายวิ่งเข้ามาหาอย่างทุกที

แต่คราวนี้เจ้าหนูกลับทำแค่กอดอกแล้วเหลือบตาสีเขียวใสมามองแวบนึง ก่อนจะหันหลังให้ แล้วพูดออกมาว่า

 

"คราวนี้ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ไอโกรธจริงๆด้วย!"

ว่าแล้วก็วิ่งหนีขึ้นห้องตนที่อยู่ชั้นบนไป ทิ้งให้อีกฝ่ายส่ายหน้าให้กับความดื้อของเจ้าตัวเล็ก

 

หึ...

 

"อ้าว...มาตั้งแต่เมื่อไหร่"

หนุ่มร่างสูงคนเดิมหันมาทางเสียงหัวเราะเบาๆของผู้มาใหม่ ช่วงขายาวก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาถึงตัวของผู้อีกฝ่าย มือทั้งสองข้างโอบเอวบางเข้ามาหาตัว ก้มลงมาจูบเบาๆที่ริมฝีปากเหมือนปกติทุกครั้งที่กลับเข้าบ้าน ก่อนจะจูงกันไปที่โซฟาใหญ่ใกล้ๆแล้วนั่งลง พร้อมดึงให้อีกฝ่ายที่นั่งตักหันหลังพิงอกกว้างอย่างสบายตัว

 

"ผิดสัญญาต้องโดนทำโทษรู้ไม๊ ฮึ?"

ร่างเล็กเอ่ยขึ้น แต่ดวงหน้าผ่องกลับไม่มีร่องรอยของอารมณ์โกรธแม้แต่นิด เหมือนเอ่ยเพื่อยั่วเย้าอีกฝ่ายมากกว่า

 

"โธ่...นายก็อีกคนเหรอ...ขอโทษจริงๆนะ...แต่มันแป๊ปเดียวจริงๆ ฉันนัดเค้าไว้แต่เช้า สายๆก็คงเสร็จ แล้วเราค่อยไปฉลองกันนะ"

ดวงหน้าของหนุ่มผมทองที่คลอเคลียอยู่ติดจะรู้สึกผิดจริงๆ ทำให้เจ้าของดวงตาสีเขียวอีกคู่ ไม่สามารถที่จะโกรธลงได้หรอก แถมมีเหตุผลดีมาซัพพอร์ทอีกต่างหาก

 

"อื้ม เหนื่อยหน่อยนะ ฉันน่ะเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพียงแต่เจ้าตัวเล็กนี่นะสิ"

ดวงหน้าเนียนใสเริ่มส่งจูบเบาๆคืนให้แก่อีกฝ่ายบ้าง

 

"อืม...ถึงขั้นขึ้นไอขึ้นยูกัน คงไม่สนุกเท่าไหร่แล้วล่ะ"

ร่างสูงพูดทั้งที่เอาคางเกยอยู่บนเส้นไหมดำนุ่มของอีกฝ่าย

 

"เฮ้อ....สงสัยของขวัญปีนี้ต้องเลือกดีๆหน่อยสินะ"

"หึ....สงสัยปีนี้นายต้องเอาของดีๆมาปิดปากซะแล้วล่ะ"

 

พูดพร้อมกันทั้งสองคน...ก่อนจะหันมายิ้มให้แก่กัน

แม้จะมีเรื่องกลุ้มใจนิดหน่อยเกี่ยวกับเจ้าตัวเล็กข้างบน แต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศน่ารักๆหวานๆในบ้านนี้ลดลงแม้แต่น้อย

 

---------------------    ---------------------    ---------------------    ---------------------

 

 

เช้าวันที่ 24

 

ร่างเล็กๆบิดขี้เกียจเบาๆเมื่อได้ยินเสียงเรียก พร้อมแรงเขย่าเบาๆที่ต้นแขน

 

"เดร...เดร...เดร ตื่นเร็วครับ ได้เวลาแล้ว เดี๋ยวหมดเวลาเที่ยวไม่รู้น้า"

 

เจ้าหนูน้อยลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจเบาๆ ผมสีทองที่ติดจะหยักโศกนิดๆฟูขึ้นกว่าปกติ แก้มยุ้ยสีขาวกลมตัดกับริมฝีปากแดงสดกระจิ้มลิ้ม ดวงตาโตสีเขียวสดใส แต่ตอนนี้ดูจะปรือๆ แล้วอยู่ดีๆเจ้าหมูน้อยก็ล้มตึงลงกับเตียงอีกรอบ

 

"เฮ้.." แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเจ้าหนูก็พูดขึ้นมาก่อน

 

"เกิน5วินาทีแล้วยังไม่ได้รับจูบอรุณสวัสดิ์เลย..มามาใจร้าย นอนต่อดีกว่า" ทำงอน แล้วหมุนตัวนอนคว่ำหมุดเข้าไปในผ้าห่ม เหลือไว้แต่ก้นโด่งๆ ที่คลุมด้วยผ้าห่มนุ่มฟูลายสดใส

 

"หึหึ เล่นมุขนี้เหรอ..ได้...ไม่ตื่นใช่มั้ย...นี่แหนะ...นี่แหนะ..ๆๆๆๆๆ"

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นมามาก้มลงปลุกปล้ำเจ้าตัวเล็ก ทั้งหอมแก้ม ทั้งจักกะจี้ไม่หยุด

 

"ฮะ ฮ่า ฮะ..อ่ะ..หะ..ฮ่า ฮ่า ฮะ ยะ...อย่า ...ฮ่าๆๆ มัน..จักกะกี้นะ..ฮ่าๆๆ ตื่นก็ได้ๆๆๆ แหม..มามาหอมอย่างนี้แก้มเดรช้ำหมดพอดี

เดี๋ยวสาวที่โรงเรียนไม่สนทำไงเนี่ย"

ทำท่าคิดจริงคิดจัง พร้อมถูแก้มกลมเบาๆ

 

"หึหึ ช้ำเหรอ...นี่แหนะๆๆๆ" ป้อนจุมพิตแรงๆไปทั่วทั้งใบหน้าและลำคอไม่หยุด

 

"555จักกะจี๋อะมา...พอแล้วๆๆ55"

 

"โอเค..ว่าแต่พ่อสุดหล่อของมามา จะลุกไปอาบน้ำได้หรือยังครับ เดี๋ยวมามาถ่ายรูปตอนตื่นนอนไปแปะให้คนที่รร.ดูนะ"

"คร้าบบบ"

หนูน้อยหันมายิ้มหวานกว้างๆให้อีกที ก่อนจะลุกออกจากเตียงที่อีกฝ่ายเริ่มพับผ้าห่ม เตรียมเก็บให้เรียบร้อย

 

"อาบน้ำให้สะอาดๆนะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวมามาเข้าไปช่วยอาบน้า"

พูดทั้งที่ไม่ได้หันไปมอง เพราะคิดว่าเจ้าตัวเล็กคงเข้าไปในห้องน้ำเรียบร้อยแล้วเหมือนทุกวัน

 

จุ๊บ!!

"อรุณสวัสดิ์ครับ มามาของผม^^"

จุ๊บแรงๆพร้อมกับคำพูดที่คิดตั้งแต่ตื่น ก่อนจะรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำ

ทำให้พออีกฝ่ายหันมาจึงเห็นแต่ก้นกลมๆของเจ้าตัวเล็กอยู่หน้าห้องน้ำก่อนจะผลุบหายไป

ยิ้มให้กับตัวเอง..น่ารักจริงลูกใครเนี่ย

 

 

---------------------    ---------------------    ---------------------    ---------------------

 

เมื่ออาบน้ำถูสบู่เสร็จเรียบร้อยเจ้าตัวอ้วนก็ออกมาจากอ่าง โผเข้าหาอีกฝ่ายที่กางผ้าขนหนูสีขาวรอไว้แล้ว

พร้อมถูไซร้หัวสีทองสว่างที่เปียกน้ำเข้ากับผ้าในมือ และอยู่นิ่งๆให้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้

 

"วันนี้มามาเตรียมชุดใหม่ไว้ให้ด้วยนะ รับรองวันนี้เดรรี่ของมามาหล่อที่สุดครับ"

กอดเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดแน่นๆ ก่อนจะบรรจงจูบเบาๆลงที่แก้มยุ้ยอมชมพู  ยิ้มหวานให้ก่อนจะพูดเหมือนที่เคยพูดประจำ

 

"มามารักเดรรี่เหมือนเดิมนะครับ สุดที่รักของมามา"

 

แขนกลมป้อมนั่นก็โอบกอดคออีกฝ่ายที่นั่งคุกเข่าชันขาอยู่เหมือนกัน

"เดรรี่ก็รักมามาครับ"ยิ้มหวานให้กันอย่างมีความสุข

 

"ไปครับ ไปแต่งตัว กินข้าวให้เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวเราไปรับ.."ยังพูดไม่ทันจะจบประโยคเจ้าตัวเล็กก็ขัดขึ้นมาก่อน

 

"เชอะ..ใครเค้าจะอยากรีบไปหาคนที่ไม่รักษาสัญญากัน เป็นคนสอนเองแท้ๆว่าลูกผู้ชายต้องรักษาสัญญาแต่ก็ทำไม่ได้"

ปากแดงเล็กนั่นเชิดขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าไม่ค่อยจะปลื้มกับการกระทำของคนที่ตนจะไปรับสักเท่าไหร่

 

"นี่แหนะเจ้าตัวเล็ก"

หยิกแก้มใสนั่นให้หนึ่งที โทษฐานอยากทำหน้างอนได้หน้ารักได้ใจดีนัก

 

"ทำเป็นพูดดี งอนจริงเร้อออ เดรรี่ก็รู้ว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจนี่นา นะ..มันงานด่วนจริงๆ ที่สำคัญแป๊ปเดียวเอง เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว เดี๋ยวพอเราไปเดินเล่นซื้อของที่เดรรี่อยากได้กันแป๊ปนึง ก็ไปรับเค้าได้แล้วนะ ไม่เห็นจะนานเลย เหตุผลแค่นี้มีเหรอคนเก่งอย่างเดรรี่จะไม่เข้าใจเน๊อะ"

วงแขนโอบหลังเจ้าหนูเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ส่งยิ้มให้อีกฝ่ายที่ยังเชิดปากหันหน้าไปอีกทาง

 

"เห้อะ...ก็ได้ เข้าใจก็เข้าใจ...อ่อ...แต่วันนี้เดรจะเรียกเค้าว่าคุณ!ฐานะอยากเป็นมนุษย์ทำงานดีนัก..ท่าทางจะชอบให้ใครเรียกว่า คุณ.ตื้ด..ค่ะ คุณ ตื้ด ขา  หิวรึยังค่ะ คุณมัล..อ๊ะ!!วันนี้เดรรี่จะไม่เรียกชื่อเค้านี่นา..นั่นแหละๆๆสรุปว่าเดรรี่จะลงโทษคุณละกันวันนี้ อ่อ และก็ไม่ได้เรียกว่างอนนะ!"

"อ่อ...อีกอย่างนะมามา วันนี้มามาต้องร่วมมือกับเดรรี่ด้วย!!ถือว่าเป็นของขวัญให้เดรรี่น้า..นะนะนะ"

เมื่อคิดว่าเหตุผลอาจไม่เพียงพอเลยอ้างเอาเป็นของขวัญไปซะงั้น ก็มามาสัญญาแล้วนี่นาว่าจะตามใจ เดรรี่ก็ต้องใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่สิ!

 

และเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังขนาดนั้น แถมสัญญาไปแล้วอีก เอาก็เอา เฮ้อ ว่าแล้วว่าของขวัญปีนี้เจ้าตัวต้องเลือกอย่างดี...เฮ้ออ คุณก็คุณ

---------------------    ---------------------    ---------------------    ---------------------

คนทั้งสองคนพากันเลือกซื้อของกันอย่างสนุกสนาน ทั้งของขวัญของเจ้าตัวเล็ก ของตกแต่งต้นคริสมาสต์ที่บ้าน และก็ของขวัญของคุณด้วย จนเวลาล่วงเลยมาจนใกล้เวลาที่นัดไปรับคุณที่ทำงานกันแล้ว

แต่แล้วบรรยากาศที่สว่างสดใสก็เป็นอันต้องเปลี่ยนไปเมื่อหนุ่มผมดำรับโทรศัพท์สายสำคัญจาก ‘นักโทษจำเป็น' ขึ้นมา

พยักหน้ารับคำคนในสายนิดหน่อยจึงวางลง พร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของเจ้าหนูจำไมข้างๆ

 

"อืมเดรรี่ครับ มามาว่าเราไปหาอะไรกินกันก่อนไม๊ครับ มามาว่าเราต้องหิวแล้วแน่ๆเลยใช่ม้า"

 

"ทำไมล่ะฮะ คุณโทรมาเหรอฮะ ทำไมอ่ะ เลทแหงๆเลยใช่มั้ยฮะ"

หน้าสวยยู่ลงทันที อีกฝ่ายต้องรีบหาข้อแก้ตัวแทนปลายสายอย่างเร่งด่วน

ทีเรื่องอย่างนี้ฉลาดเป็นกรด ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็จับพิรุดสรุปเอาเองเสร็จสรรพ แต่ไหงไม่เข้าใจเหตุผลก็ไม่รู้

 

"อืม คุณเค้าโทรมาบอกว่าคงสายหน่อยน่ะ แต่มามาว่าก็แป๊ปเดียวเอง หรือเราจะรอคุณเค้าไปทานข้าวด้วยกันดีครับ ระหว่างนี้ก็ไปหาอะไรกินกันเล่น"

 

หนูน้อยทำหน้าครุ่นคิดนิดนึง ก่อนจะจำยอมรับเหตุผล

 

"ก็ได้ฮะ เดรรี่อยากกินเค้กอ่ะ ไปคอฟฟี่ช็อปกันนะ"

ระหว่างกินค่อยคิดแผนแกล้งคุณคืนก็ได้ฟ่ะ คุณนะคุณ ใจร้าย!

 

เมื่อเห็นว่าเจ้าหนูไม่มีอาการร้องงอแงทำอะไรแปลกๆดังที่คาดก็แอบแปลกใจนิดๆ เดรรี่ไม่ใช่เด็กเรียบร้อยขนาดนี้แน่ๆ เค้าเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้ เพียงแต่ว่ายังไม่รู้ว่าเจ้าตัวเล็กกำลังคิดจะทำอะไรนี่น่ะสิ...เอาเถอะอย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่งอแงน่า เรื่องหลังจากนี้ค่อยคิดเอาล่ะกัน

 

"ป่ะ อยากกินอะไรจะตามใจทุกอย่างเลยคร้าบ แต่อย่ากินเยอะนะ ต้องเผื่อท้องไว้กินข้าวกับคุณเค้าด้วยนะครับ"

ไม่ลืมกำชับก่อนจะเดินเข้าไปในคอฟฟี่ช็อปร้านใกล้ๆ

 

---------------------    ---------------------    ---------------------    ---------------------

 

เสียงกรุ้งกริ้งของประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนต้อนรับออกมาของหนุ่มหน้าใสที่เค้าท์เตอร์ในร้านตามปกติ

เนื่องด้วยร้านคอฟฟี่ช็อปนี้เป็นกึ่งร้านกาแฟและร้านเช่าหนังสือ ภายในร้านจึงได้จัดไว้เป็นสองส่วน คือส่วนโซนที่เป็นชั้นหนังสือประมาณเกือบสิบชั้นใหญ่ๆ และอีกด้านเป็นที่นั่งของพวกคอกาแฟทั้งหลาย พร้อมทั้งสามารถนำหนังสือที่ตนเองสนใจมานั่งเปิดอ่านที่โซฟาฝั่งร้านกาแฟก็ได้ ลูกค้าที่ร้านนี้ส่วนมากจะเป็นเด็กมหาลัยที่มานั่งทำรายงานไปกินขนมอะไรเล่น คนวัยทำงานที่มานั่งพักผ่อน อ่านหนังสือจิบกาแฟอย่างสบายๆในวันหยุดสุดสำคัญของสัปดาห์ แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นครอบครัวพากันมากินเค้ก เนื่องด้วยนอกจากกาแฟที่ขึ้นชื่อของร้านนี้แล้ว พวกคุ้กกี้เค้กของที่นี่ก็ชื่อได้ว่าเป็นของโฮมเมดซึ่งทำสดทุกวันเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลายๆคนจะติดใจกับสถานที่แห่งนี้จนกลายมาเป็นลูกค้าประจำ

ข้อมูลเหล่านี้เค้าเคยอ่านผ่านตาในหนังสือนิตยสารสักเล่ม ยังคิดอยู่เลยว่าสักวันต้องหาโอกาสมานั่งเล่นให้ได้ ดูจากรูปในนิตยสารกับสถานที่จริงนี่ต่างกันจริงๆ ของจริงนี่สุดยอด ท่าทางต้องมาบ่อยๆซะแล้ว

คิดขณะพาเจ้าตัวเล็กไปหามุมสงบๆนั่งกันสองคน ไม่นานก็มีพนักงานสาวออกมาต้อนรับ

แฮรี่สั่งลาเต้ร้อนไปแก้วนึง ส่วนเดรรี่ก็เลือกเค้กไปสามชิ้น-*-แหม ก็มันเลือกไม่ได้นี่นาน่ากินไปหมดเลย ทั้งมูสช็อคเนียนนุ่มละลายในปากนั่น ทาร์ตผลไม้สด พานาคอตตาสีเหลืองนวลราดหน้าด้วยสตอร์เบอรรี่นั่นอีก โอ๊ยเยอะไปหมด เลยเลือกมาแค่3ชิ้น โด่สามเอง จิ๊บๆๆ

กินข้าวกับคุณได้สบายๆ -*-

 

 

ที่เค้าท์เตอร์ร้านกาแฟที่ปกติจะไม่ค่อยมีเสียงอะไรกลับมีสียงคุยกันจุ๊กจิ๊กของพนักงานสาวๆทั้งหลายของเค้า

"นี่มาเรีย มันเกิดอะไรขึ้นรึไงวันนี้น่ะ พนักงานของเราถึงได้ทำท่าจะไม่อยากได้เงินเดือนกันขนาดนี้"

หนุ่มหน้าตาคมเข้มลูกครึ่งอังกฤษญี่ปุ่นในชุดเสื้อเชิ้ตขาวคาดผ้าที่เอวสีดำ เจ้าของร้านกาแฟชื่อดังร้านนี้เอ่ยถามพนักงานสาวคนนึงขณะที่มือกำลังชงกาแฟอยู่

"ทำไม หรือว่ามีดาราฮอลลีวู้ดมาเหรอไง ชั้นจะได้ไปขอลายเซ็นบ้าง"

พูดประชดกันซะงั้น

"โธ่บอสขา ไม่ใช่ดาราฮอลลีวู้ดหรอกค่ะ แต่...น่ารักชะมัดเลยค่าบอสสสสสสสสสส>.<"

"ห่ะ...-*-เหรอ....ถ้างั้นไปบอกคนอื่นๆด้วยนะว่า อยากดูก็ดูไป แต่อย่าไปส่งเสียงดังรบกวนลูกค้าคนอื่นล่ะกัน อ่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ไปทำลายความเป็นส่วนตัวของเค้าด้วยนะ อย่าลืมว่าที่นี่ร้านกาแฟ..ไม่ใช่สวนสัตว์! ถ้าไม่ทำตามที่บอกก็เตรียมตัวเอาเงินค่าจ้างของเดือนนี้ไปเป็นเงินกองกลางซื้อของเข้าร้านล่ะกัน"

 

ว่าเสร็จแล้วก็หันไปจัดการงานต่อ ไม่ได้สนลูกน้องที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆเลย

 

โธ่บอสอ่ะ ดุจริงๆเลย พนันได้ว่าถึงเป็นดาราฮอลวู้ดบอสก็ไม่ไปขอลายเซ็นอย่างที่พูดหรอก! เชอะ!

เฮ้อ ไปบอกพวกนั้นก่อนที่จะโดนตัดเงินเดือนดีกว่า

 

"เฮ้มาเรี...อ้าว ไปซะแล้ว"

เมื่อมองไปไม่เจอพนักงานซักคน เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันคริสมาสต์ทำให้พนักงานเหลือน้อยอยู่แล้ว คิ้วเข้มดำเริ่มขมวดเป็นปมก่อนจะบ่นออกมาเบาๆ

 

"เฮ้อ หายไปหมด ถึงขนาดต้องให้เจ้าของร้านไปเสริฟเอง พ่อจะล่อเงินเดือนไม่ให้เหลือเลยเดือนนี้คอยดูสิ "

เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีลูกค้าใหม่เข้ามา จึงตัดสินใจเอาไปให้เอง

ดวงตาเหลือบมองเบอร์โต๊ะ ก่อนที่ช่วงขายาวจะก้าวไปยังจุดหมายที่อยู่ด้านในสุดติดกับมุมหนังสือ

ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ....

มากระจุกกันอยู่นี่นี่เอง...-*-สะกิดหลังเด็กผู้ชายที่เป็นพนักงานคนนึงเบาๆ

"อะไรเล่า แป๊ปนึงดิ"

ไม่ได้หันหน้ามา เพียงแค่ปัดมือออกก่อนจะมุ่งมั่นมองลอดชั้นหนังสือต่อไปเหมือนทุกๆคนที่ไม่มีใครสนใจผู้มาใหม่

มีแต่มาเรียคนเดิมที่เพิ่งเตือนเพื่อนเสร็จและกำลังจะกลับไปช่วยบอสยืนหน้าซีดเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นใคร

 

"อื้ม...แป๊ปนึงเหรอ...ได้สิ แต่ไม่ต้องแป๊ปนึงหรอกนะ ฉันให้ตลอดไปเลย!ดูเสร็จแล้วก็เตรียมตัวไปเก็บของกลับบ้านได้"

คราวนี้แหละ ทุกคนหันขวับแทบไม่ทัน ก็เสียงมันคุ้นๆนี่นา!

"บอสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส!"

 

"ไม่ใช่มั้ง...ฉันให้โอกาสครั้งสุดท้าย รีบไปเฝ้าเค้าท์เตอร์และดูแลลูกค้าด้านหน้า ถ้าฉันไปเสริฟเสร็จกลับมายังเห็นใครอยู่แถวนี้..รับเงินเดือนและเตรียมตัวได้เลย"

พูดหน้านิ่งๆก่อนจะเดินไปเสริฟที่โต๊ะต้นเหตุ

 

แทบจะไม่ต้องหันไปมองอีกรอบให้เสียเวลา เพราะแต่ละคนวิ่งกลับกันไปแทบไม่ทัน ไม่มีใครหรอกที่จะอยากโดนออกจากร้านในช่วงคริสมาสต์ที่ต้องการเงินกันแบบนี้หรอกนะ

 

เมื่อเดินมาใกล้ๆโต๊ะจึงได้เห็น "ดารา" ที่เค้าว่ากัน ก็โอเคนะ ดวงหน้าเนียนล้อมกรอบด้วยเส้นไหมดำสนิทยาวละต้นคอเรียว ริมฝีปากบางแดงสดตัดผิวขาว แก้มใสอดชมพูนิดๆคงเพราะด้วยอากาศหนาวจากด้านนอก แต่สำหรับเค้าสิ่งที่ดึงดูดที่สุดคงจะเป็นดวงตาสีเขียวมรกตกลมโตที่กำลังมองออกไปนอกกระจกนั่นกระมัง

 

เมื่อรู้ตัวว่าแอบมองนานเกินไป จึงรีบเดินเอากาแฟเข้าไปให้

"ลาเต้ร้อนที่สั่งครับ ขอโทษครับที่มาเสริฟช้าไปหน่อย"ยิ้มตามปกติทำให้ดวงตาที่ไม่ได้โตอย่างฝรั่งทั่วไปตี่ลงนิดหน่อย

 

ดวงตาสีเขียวเบนเข็มมาจดจ้องที่ผู้มาใหม่ ศรีษะดำสนิทสั่นไปมา ปากแดงสดนั่นแย้มยิ้มออกมา

 "ไม่เป็นไรครับ ไม่ได้รอนานเลย แถมกำลังมองร้านเพลินๆเลย หนังสือเยอะดีนะครับ บรรยากาศก็ดีด้วย"

พูดชมอย่างที่ใจคิดจริงๆ

 

"ขอบคุณมากครับ ดีใจที่คุณชอบ ผมตั้งใจให้ลูกค้ารู้สึกสบายๆเหมือนอยู่บ้านน่ะครับ"

รู้สึกดีเมื่อร่างเล็กๆนี่ยิ้มจัง เพราะดวงตานั่นดูยิ้มไปด้วยกระมัง

 

"เอ๋....คุณเป็นเจ้าของร้านเหรอครับ"

เอียงหน้านิดๆเพราะรู้สึกแปลกใจที่เจ้าของร้านกาแฟที่แสนจะโด่งดังจะดูเด็กได้ถึงขนาดนี้

 

"หึ ทำไมครับ ผมดูแย่ขนาดไม่น่าจะเป็นเจ้าของร้านได้เลยเหรอ"

แอบขำกับสีหน้าที่ไม่ปิดบังความคิดของอีกคน

 

"อ๊ะ...ผมขอโทษครับ ไม่ได้ตั้งใจจะว่านะครับ ผมหมายความว่าคุณยังดูเด็กอยู่เลย เก่งจังครับที่มีร้านของตัวเองทั้งที่ยังหนุ่ม แถมร้านก็ดังมากซะด้วย" ดวงตาสีน้ำทะเลนั่นมีแววเสียใจอยู่ที่พูดทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

 

"หึหึ ผมล้อเล่นครับ"

ริมฝีปากกว้างขำออกมากับท่าทีของอีกฝ่าย

 

คนตัวเล็กกว่าแอบหน้ายู่นิดๆเมื่อรู้ตัวว่าถูกแกล้ง

"ขอโทษทีครับที่แกล้ง ว่าแต่ผมดูเด็กมากเลยเหรอ ผมจะสามสิบแล้วนะครับ"

อาจจะเพราะด้วยมีเชื่อเอเชียผสมอยู่จึงทำให้เค้าไม่ดูแก่แบบฝรั่งทั่วไป

ยิ้มตาหยีขำกับดวงตาสีเขียวที่เผลอหลุดค้อนออกมา

 

"แถมจัดร้านได้ดีขนาดนี้แสดงว่าต้องเป็นคนที่ใส่ใจลูกค้าอย่างมาก และต้องเป็่นคนที่รักอาชีพนี้จริงๆอีกต่างหาก เยี่ยมจังครับ ผมก็เคยฝันอยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเองเหมือนกัน"

พูดชมยิ้มกว้างอย่างจริงใจ แถมใบหน้าเรียวดูมีประกายขึ้นอีกเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่ฝัน

 

ให้ตายสิเค้าไม่เคยเห็นผู้ชายที่หน้าตาหน้ารักหน้าจีบขนาดนี้มาก่อนเลยเหอะ รับประกันให้เลยว่าถึงไม่หลงหน้าตาแต่ก็ต้องหลงสเน่ห์เหลือล้นของคนๆนี้แน่ๆ ว่าแล้วก็จะแค่คิดอยู่ทำไม จีบเลยดีกว่า!

 

"จริงเหรอครับ แล้วคุณ...เอ่อ.."

 

"แฮรี่ เอ่อ แฮรี่ พอตเตอร์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ"

ว่าแล้วก็ยื่นมือออกไปตามมารยาท

 

"ไค เทลเลอร์ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก"

พอได้อยู่ใกล้ๆแล้วยิ่งได้กลิ่นกายที่หอมหวนชวนดมราวกับดอกไม้ป่ายาเสพติดของเหล่าผีเสื้อ ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งชวนฝัน แล้วกับตัวเค้าตอนนี้ล่ะ กำลังเป็นเหมือนผีเสื้อเหล่านั้นรึเปล่านะ

 

---------------------                    ---------------------                    ------------------------------------

 

"ว่าแต่วันนี้วันอาทิตย์มาคนเดียวเหรอครับ"

ถ้ามาคนเดียวล่ะก็ โป๊ะเช๊ะ โสดชัวร์!

"อ๋อ เป......"ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็มีเสียงเล็กๆลอดมาทางด้านหลังของเจ้าของร้านร่างยักษ์

 

"มากับผมเองฮะ"เจ้าหนูผมทองกลับมาพร้อมหนังสือในมือสองสามเล่ม

 

"คิดอยู่เลยว่าหายไปไหน กำลังจะไปตามเราอยู่พอดีเลย"

เสียงใสเบนเข็มมาที่ร่างเล็กทันที รอยยิ้มกว้างถูกยกขึ้นแสดงความโล่งใจ

 

"ลุงเค้าเป็นใครเหรอฮะ"

เด็กน้อยเลือกที่จะไม่ตอบคำถาม เดินมาเกาะขามามาพร้อมยกมือขอให้อุ้มขึ้นไปนั่งบนตัก

ซึ่งแฮรี่ก็ไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อยที่จะทำตาม ก็แหมขี้อ้อนจะตายไปเด็กคนนี้

 

ดวงตาสีเขียวสวยใสเหมือนกันเปี๊ยบ แต่ของเจ้าเปี๊ยกนี่ติดจะขี้หวงไปหน่อยมั้ง แถมใครเค้าแก่ถึงขั้นลุงฟ่ะ!

 

"สวัสดีน้าเค้ารึยัง หือ แล้วทำไมไปเรียกเค้าว่าลุงอย่างนั้น"

เสียงหวานติดจะเข้มขึ้นนิดเมื่อถึงเวลาสอนคนในอ้อมกอด แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นการดุเลยสักนิดสำหรับเดรรี่

 

"สวัสดีครับ น้าชื่อไค เป็นคนทำเค้กพวกนี้เอง ของหนูสั่งใช่ม้า"

กำลังคิดอยู่เลยว่าหนุ่มหน้าสวยคนนี้จะกินคนเดียวสามชิ้นเลยเหรอ เยอะไปม้าง

 

เดรรี่หันหน้ามามองคนฝั่งตรงข้ามทั้งๆที่นั่งกอดมามาของตนอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แถมสายตานั่นก็ไม่ได้ดูไว้ใจเค้ามากขึ้นเลย

ไคเลยตัดสินใจชวนคุยต่อ ทำคะแนนน่าทำคะแนน เค้าไม่ได้เกิดเป็นโลลิค่อนขึ้นมาตอนนี้หรอก ยังไงเด็กคนนี้ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับเด็กหนุ่มที่เค้าสนใจอยู่ไม่น้อย ไม่ญาติก็น้องชายมั้ง แต่น่าจะญาติมากกว่านะผมไม่เห็นสีเหมือนกันเลย

 

"เราชื่ออะไรครับ ไม่เห็นแนะนำตัวเลย"

ส่งยิ้มหวานบาดใจสาวให้รอบนึง ลองใช้ดูเผื่อมันจะใช้มัดใจเด็กได้บ้างน่ะ

 

"เดรรี่ มัลฟอย"ใบหน้าเล็กยังคงนิ่งเหมือนตุ๊กตาไม่มีรอยยิ้มเลยสักนิด

 

"หืม ยินดีที่ได้รู้จักนะเดรรี่"

คนละนามสกุลกันนี่ มากับหลานวันอาทิตย์งั้นเหรอ..โสดโว้ยยยย!!!เย้!!!

ว่าแต่...มัลฟอยเหรอ...มันคุ้นๆยังไงอยู่นะ

 

"คุณไคนั่งก่อนก็ได้นะครับ เห็นยืนตั้งนานแล้วเดี๋ยวเมื่อยซะก่อน"

แฮรี่ผายมือออกที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ตอนแรกเป็นที่ของเจ้าตัวเล็กนี่ แต่ตอนนี้กลับยึดตักเค้าไว้แล้ว

แถมท่าทางถ้าไม่ออกจากร้านไม่มีทางเปลี่ยนที่แน่ๆ

 

ซึ่งไคก็รับคำทันที แหมรออยู่แล้ว

แต่แค่เลื่อนเก้าอี้ออกเตรียมจะนั่งก็มีเสียงๆนึงดังขัดขึ้นอีก

 

"อ้าว เป็นเจ้าของร้านนี่ว่างขนาดมานั่งดูแลแขกทีละคนเลยเหรอฮะ ดูแลดีจังนะฮะ"

เห๊อะ ไอ้หมอนี่ จริงๆเค้าเลือกหนังสือเสร็จตั้งนานแล้ว แต่กะจะดูให้แน่ใจก่อนว่าไม่ได้เข้าใจผิด กะจะมายุ่งกับมามาเค้าอ่าดิ ไม่มีทาง!!

มากับมามาสองคนทีไรทำไมชอบมีแมลงแปลกๆมาเกาะแกะอยู่เรื่อยเลยนะ น่ารำคาญ!!

 

"อ๋อ พอดีวันนี้แขกไม่ค่อยมีน่ะ เค้าไปเที่ยวกันหมด น้าเลยว่างเป็นพิเศษ ไหนว่าแต่เรา อ่านหนังสืออะไรเอ่ยขอน้าดูหน่อยสิ"

รู้หรอกว่าหวง แต่ไม่สนใจหรอกก็แค่นิสัยก็เด็ก ร่างสูงเอื้อมมือไปหยิบหนังสือขึ้นมาดู

 

.......อะตอมมิกแพลนของพวกเกย์ชอบหลีผู้ชายหน้าสวย......

........ระเบียบวิธีวิจัยแมลงเจ้าชู้จีบคนไปทั่วทางฟิสิกส์..............

.........รวมวิธีการลงมีดอย่างมีจังหวะตามทฤษฏีของชีววิทยา.....-*-

 

นี่มันเด็กอะไรกันเนี่ย!!!โดยเฉพาะอันสุดท้ายนี่มันอะไรกัน-*-

 

หึหึ ไอ้บ้า ทำมาเป็นขอดู อึ้งอ่าดิ เชอะ ถ้าคิดจะมาชวนคุยเรื่องโง่ๆหลอกเด็กนี่ไปเลยไป๊

จริงๆก็ไม่ได้อ่านพวกนี้บ่อยนักหรอก แต่หมั่นไส้คนน่ะเลยเลือกมา

 

 

แฮรี่เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป เลยชะโงกหน้าไปดูหนังสือ ก่อนจะหันมามองหน้าคนในอ้อมกอด

ยิ้มนิดๆ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆก้มหน้าลงไปกระซิบที่ข้างหูเจ้าหนูที่กินเค้กอย่างสบายใจเชิบ

"ทำอะไรไปบ้างอ่ะเราน่ะ"

 

หมูตัวน้อยหันหน้ากลมป้อมที่กำลังกินเค้กอย่างเอร็ดอร่อยมา ก่อนจะยิ้มนิดๆและพูดว่า

"เปล่าซักกะหน่อย แค่โทรไปหาคนๆนึงบอกว่า มามากำลังแนะนำตัวในฐานะแฮรี่ พอตเตอร์..ก็เท่านั้น"

 

ว่าแล้วไง...เฮ้อ...เดี๋ยวขานั้นต้องเข้าใจผิดอีกแหงๆ เอาเข้าไปสิ

 

"เอาอีกแล้วนะเราน่ะ มามารู้น่าว่าอะไรเป็นอะไร"

 

เมื่อมามาเริ่มดุเดรรี่เลยรีบหันไปหาคนที่ยังอึ้งอยู่

"น้าฮะ ผมอยากได้นมเย็นปั่นอ่ะ น้าไปเอาให้หน่อยได้ไม๊ฮะ"

 

"หืม ได้สิ รอเดี๋ยวนะ"

เมื่อพูดมาพร้อมรอยยิ้มสวยชักจะไม่แน่ใจซะแล้วว่าเด็กนี่มันคิดอะไรอยู่กันแน่ฟ่ะ

แต่ก็ไปเอานมมาก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า

 

"รบกวนด้วยนะครับคุณไค"

ยิ้มสวยให้อีกฝ่าย ดีเหมือนกันอยู่กันสองคน เค้าจะได้เคลียร์กับเจ้าหนูนี่ให้เรียบร้อย ไม่รู้ว่าทำอะไรไปบ้าง

 

"มามารู้แต่คนอื่นเค้าไม่รู้นี่นา ว่าแต่ทำไมมามาต้องบอกว่าตัวเองเป็นแฮรี่ พอตเตอร์ด้วย ทั้งที่ไม่ใช่!"

เมื่อไคเดินไปแล้ว คราวนี้เจ้าหนูจึงเริ่มหันมาจัดการคนของตัวเองต่อ

 

"ไม่ใช่นะเดรรี่ มามาก็แค่ไม่อยากมานั่งอธิบายให้ยุ่งยาก"

 

"มามาพูดอย่างนี้ไม่ดีต่อคุณเลยนะ ถ้าคุณมาได้ยินมามาคิดว่าคุณจะเสียใจไม๊"

จริงๆเค้าก็เข้าใจมามาเค้าอยู่หรอก ก็ถ้าพูดว่ามัลฟอยที มีเหรอจะมีใครไม่รู้จัก

คุณของเค้าดังจะตาย ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ทั้งเท่ห์ เพื่อนๆที่ห้องเค้างี้กรี้ดกันตรึม

ส่วนมามาเค้าก็ดังจะตาย เรื่องปีศาจอะไรนี่ขอให้บอก มามาเค้ามือปราบมารอันดับต้นๆของโลกพ่อมดเลยนะ

แถมน่ารักสวยใสซะขนาด หนุ่มๆสาวๆนี่ก็กรี้ดกับเพียบเหมือนกัน แต่แค่ในโลกพ่อมดนะ

เพราะมามาเค้าอ่าดิ ไม่ค่อยจะชอบออกงานพวกมักเกิ้ลสักเท่าไหร่ทำให้คนอื่นในโลกมักเกิ้ลไม่ค่อยรู้จักหน้า

อ่อ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องจะมีคนมาเกาะแกะคุณทำให้มามาเค้ารำคาญใจหรอกนะ

เพราะคุณเค้าเองก็ไม่ได้ออกงานบ่อยนักหรอก แถมทุกครั้งที่คุณเอามามาไปออกงานด้วยก็จะเกาะติดตลอด

ทำให้เค้ารู้กันไปหมดว่า คุณน่ะ "รักและหวงเมียอย่างกับจงอางหวงไข่"

ถึงขั้นหนังสือพิมพ์ยังกล้าเอาไปแซว

 

"โอเค คราวนี้มามาผิดก็ได้ แต่มามาอยากให้เรารู้ไว้ว่า มามาไม่ได้คิดจะดูถูกหรือไม่ภูมิใจในตระกูลของคุณ เพียงแต่ว่าถ้ามามาบอกไปเค้าก็ต้องถามเรื่องเรา ใช่มั้ยเดรรี่"

แฮรี่หันมาพูดกับลูกด้วยสีหน้าจริงจัง

 

"คราวที่แล้วเดรรี่ก็เห็น ว่าคนเค้ามองเรายังไง มามาไม่อยากให้เราต้องถูกคนมอง มามาแคร์เรามากที่สุดนะ"

 

เจ้าหนูเมื่อรู้เหตุผลจริงๆถึงกับเงียบไปเหมือนกัน โอเค เค้ารู้ตัวว่าครอบครัวตัวเองแปลกที่มีทั้งมามาและคุณที่เป็นผู้ชาย

แต่ก่อนเค้าก็ยอมรับว่ารู้สึกไม่ชอบเหมือนกันเวลามีคนมองตัวเอง แต่ถ้ามาคิดดูแค่คุณกับมามารักเราก็พอแล้ว คนอื่นจะเป็นยังไงก็ชั่งสิ เราเป็นเรา แค่นี้ก็พอ คนอื่นไม่เกี่ยว เพราะถ้ามัวแต่สนคนอื่นดูถูกตัวเอง แล้วความรักความภูมิใจที่มามาและคุณมอบให้ล่ะ มันก็เท่ากับว่าเค้าไม่เห็นคุณค่าของมัน จริงไม๊

 

"มามาฮะเดรขอโทษที่ว่ามามา...ขอบคุณมามามากฮะที่คิดถึงความรู้สึกของเดรรี่ แต่ตอนนี้เดรรี่เลิกแคร์คนพวกนั้นไปแล้วล่ะ มีแค่มามากับคุณก็พอแล้ว"

เจ้าหนูยืนบนตักมามาของตัวเองก่อนจะกอดแน่นๆ เริ่มคิดถึงคุณซะแล้วซิ

 

"หึหึ เจ้าหนูของมามาโตขึ้นแล้วนะเนี่ย"ยิ้มบางๆกอดตอบเจ้าตัวเล็ก

 

"อะแฮ่ม นมสดเย็นมาแล้วครับ"

ไควางนมลงตรงหน้าเจ้าหนู

 

ไอ้บ้านี่ มาขัดจังหวะสวีทซะได้-*-ต้องจัดการ

"มามาฮะ ดื่มกาแฟเถอะฮะ"จงใจเน้นเสียงตรงคำขึ้น

 

"หืม...มามา...เหรอ...."

ไคมีอาการงงเล็กน้อยกับชื่อที่เจ้าหนูใช้เรียกญาติของตัวเอง

 

"อื้ม ก็มามาเป็นมามาของผมนี่นา"ยิ้มนางฟ้าที่นานๆทีจะใช้นะเนี่ย นายควรภูมิใจนะนายไค

 

แต่ไคกลับคิดว่ายิ้มนางฟ้าแต่หางดำๆที่โผล่มานั่นมันปีศาจนี่นา-*-

 

"หืม เป็นคำเรียกพี่ภาษาอะไรเหรอ"

ยังแถไปได้ต่อ

 

"เป็นคำภาษาอาหรับน่ะครับ"

อันนี้แฮรี่เลือกเป็นคนพูดขึ้นมาเอง

 

"แต่ไม่ได้แปลว่าพี่นะ มันแปลว่าแม่น่ะ!!"

อีกประโยคที่ต่อท้ายน่ะเสียงเจ้าตัวเล็กชัดๆ

 

ไคหันขวับไปมองหน้าแฮรี่ แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยความผิดปกติใดๆ ยังนั่งส่งยิ้มจิบกาแฟเหมือนเดิม

เดี๋ยวนี้เค้าเรียกพี่ชายว่าแม่กันแล้วเหรอฟ่ะ-*-

 

"หืม แล้วทำไมถึงเรียกแฮรี่อย่างนั้นล่ะ เค้าเลี้ยงเรามาเหรอฮึ?"

ยังคงเก็บพิรุดถามต่อเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา

 

-*-ไอ้นี่มันโง่ หรือดื้อด้านกันแน่ฟ่ะ

 

"ก็เพราะมามาเป็นของคุณไงล่ะ"

เด็กน้อยเลือกที่จะตอบอย่างสบายๆบ้าง นั่งดูดนมเย็นไปต่อ

 

"พูดเพราะๆหน่อยเดรรี่ คุณไคเค้าแก่กว่าเรานะ"

แฮรี่เริ่มดุลูกตัวเองเมื่อเห็นว่าเจ้าหนูชักจะพูดไม่เพราะใหญ่แล้ว

แก้มกลมมุ้ยลงนิดๆ

 

"คุณ?"

ไคยังคงงงอยู่ แถมมากขึ้นกว่าเดิมอีกตั้งหาก

 

"คุณก็คุณดิ..ครับ"

โด่ ถ้าไม่เห็นตาเขียวๆของมามาดูเข้มขึ้นเค้าไม่มีทางพูดว่าครับกับคนที่ตั้งใจจะหลีมามาหรอกนะ

 

"คิก.. ...เอ่อ คือเจ้าหนูแกหมายถึง..."

แฮรี่แอบขำที่ยังไงๆเจ้าตัวเล็กนี่ก็ไม่มีทางพูดชื่อนั้นออกมาเด็ดขาด เพราะได้ปฏิญาณเอาไว้แล้ว

เลยคิดว่าจะบอกเองดีกว่า แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรเสียงสาวๆก็ดังขึ้นอีก แถมไม่ใช่แค่พนักงานในร้านเค้าซะแล้ว

มันรวมไปถึงเสียงซุบซิบของลูกค้าสาวๆทั้งหลายด้วย

 

ไคหันไปมองทางต้นเสียง ที่หน้าร้าน มองออกไปนอกกระจกใส แล้วก็ได้พบกับ ชายหนุ่มผมทองรูปร่างสูงโปร่งกำลังลงจากรถในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกไทด์เรียบร้อย กำลังถอดสูทแล้วยื่นให้เลขาอีกคนที่รอรับอยู่ ขายาวทั้งสองก้าวเข้ามาในร้านกาแฟของเค้าอย่างไม่ลังเล

ใบหน้ามีร่องรอยของความกังวลใจ แต่แล้วเมื่อหันมาทางที่เค้านั่งดวงตาสีเทาเข้มก็ดูโล่งใจขึ้นนิดนึง ก่อนที่มันจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาอีกรอบเมื่อมองมาทางเค้า

 

ไม่มีใครจะไม่รู้จักหน้านายเดรกโก มัลฟอย เจ้าพ่อธุรกิจชื่อดัง ผู้มีทั้งบ่อน้ำมัน เหมืองทอง ฟาร์มไข่มุก และกิจการอีกมากมายหลายหลากเป็นของตัวเองทั้งยังหนุ่มยังแน่น

 

มัลฟอยเหรอ.....อ๋อ ถึงว่าว่าเจ้าหนูนี่ได้กิริยาการหวงก้างนี่มาจากใคร นี่มันแววตาแบบเดียวกันที่ใช้มองเค้าเด๊ะ

หรือว่าคุณที่ไอ้หนูนี่พูดถึงคือ....

 

ไม่ทันจะได้คิดอะไร ผู้มาใหม่ก็เดินมายืนที่โต๊ะที่เค้าอยู่ พร้อมกับสายตาของทุกๆคนในร้าน

 

"กว่าจะมานะ [คุณพ่อ]"

เดรรี่จงใจใช้คำนี้ ทั้งที่ปกติไม่เคยเรียกอย่างนี้สักครั้ง

แล้วก็อ้าแขนออกให้เดรกโกรับไปอุ้ม

 

พ่องั้นเหรอ...แล้วแฮรี่อ่ะ แต่คนละนามสกุลกันนะ ไม่แน่อาจจะเป็นลูกเลี้ยงอีกคนก็ได้

ยังคิดเข้าข้างตัวเองต่อไป

 

"ไปกันเถอะแฮรี่ ฉันมารับกลับ"

เดรกโกไม่มีท่าทีสนใจอีกคนที่นั่งอยู่ในโต๊ะเลยสักนิด แถมรีบชวนให้กลับซะงั้น ทั้งที่เค้กในจานยังเหลืออยู่เลย

 

เฮ้อ....พอกันพ่อลูก ไม่รู้จะหวงอะไรนักหนา ก็บอกว่าดูแลตัวเองได้ แถมท่าทางไคก็ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายสักหน่อย

 

"ใช่ฮะมามา กลับเหอะ เดรรี่หิวข้าวแล้ว และมันก็ถึงเวลาของครอบครัวเราแล้วนะฮะ"

 

แฮรี่ถอนหายใจนิดนึงกับความเอาแต่ใจของพ่อลูกคู่นี้ เหมือนกันเป๊ะ! ไม่น่าให้มัลฟอยช่วยเลี้ยงเลย ให้ตายสิ

 

"คุณไคครับ งั้นวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษจริงๆนะครับ ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันเลย ไว้คราวหน้านะครับ"

หันไปยิ้มให้เพื่อนใหม่อีกรอบ

 

เดรกโกอุ้มเดรรี่เดินนำไปจ่ายเงินที่เค้าท์เตอร์ทิ้งให้แฮรี่จัดการร่ำลาให้เรียบร้อย

 

"ไม่เป็นไรครับ ไม่เห็นต้องขอโทษเลย ผมสิรบกวนเวลาส่วนตัวของคุณกับหลานซะนานเลย"

 

"อ๋อ..เดรรี่ไม่ใช่หลานหรอกครับ รายนั้นน่ะลูกผมเอง"

แฮรี่พูดพร้อมยิ้มรับอย่างเต็มภาคภูมิ ก็มีลูกน่ารักมากทั้งทีนี่นา ใครจะไม่ภูมิใจ

แต่ไคถึงกับอึ้งไปเลย สมองหยุดการประมวลผลชั่วขณะ

 

"มามาฮะ ไปเหอะ"เดรรี่วิ่งกลับมาเรียก พร้อมร่างของผู้เป็นพ่อด้านหลัง

 

"ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ"

ก้มหัวให้นิดนึง ก่อนจะเดินออกไปกันตามประสาครอบครัวแสนสุข

 

ไคได้แต่ก้มหัวตอบนิดๆแต่ยังงงอยู่กับคำตอบของอีกฝ่าย

 

"บอสขา บอสรู้จักครอบครัวมัลฟอยด้วยเหรอค่ะ"

มาเรียผู้กล้าวิ่งเข้ามาหาทันทีที่ทั้งสามคนเดินออกไป

 

"หืม...อะไรนะ"

 

"แหม บอสก็ ก็เดรกโก มัลฟอย แฮรี่ มัลฟอย และก็เดรรี่ มัลฟอยไงค่ะ ทำเป็นงงไปได้ เค้าดังจะตาย ใครๆก็รู้จัก ว่าแต่วันคริสมาสต์อย่างนี้คงไปฉลองกันสินะ น่าอิจฉาชะมัดดดดด>.< แต่ก็ยังดีที่ได้เห็นตัวจริงใกล้ๆ เดรกโก มัลฟอยหล่อ เท่ห์ เข้มที่สุดดดด"

สาวน้อยหันไปกรี้ดกร้าดกับเพื่อนๆในร้านต่อ ปล่อยให้บอสของตัวคิดกับคำพูดของตัวเองไป

 

....มามาของคุณ......สินะ

 

---------------------    ---------------------    ---------------------    ---------------------

 

ภายในรถลิมูซีนสีดำปราบเต็มไปด้วยความเงียบ

 

เดรรี่สะใจที่ได้ชนะไอ้ญี่ปุ่นยักษ์นั่น ส่วนแฮรี่ยังคงเงียบเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงกดดันของคนที่นั่งข้างๆ

โกรธอะไรอีกนะ ยังไม่เห็นได้ทำอะไรสักกะนิด

 

แต่แล้วฝ่ายที่ทนไม่ได้ต้องเริ่มชวนคุยก่อนก็เป็นหนุ่มผมทอง เนื่องจากเก็บอารมณ์มาตั้งแต่ในร้านแล้ว

 

"เค้กอร่อยมากเหรอ"

 

"หืม....ก็....ดี"ทำไมถึงถามเรื่องนี้ฟ่ะ-*-

 

"ขนาดที่ว่าต้องมากินอีกเลยเหรอ"

 

อ่อ............หึ............พอกันพ่อลูก

เอาเถอะ...แกล้งสักหน่อยจะเป็นไรล่ะ เมื่อกี้อยากเสียมารยาทกับคุณไคทำไม

 

"อื้ม อร่อยแหละ แถมบรรยากาศก็ดีด้วย"

หันมายิ้มให้เหมือนไม่มีอะไร นั่นยิ่งทำให้เดรกโกเซ็งจัด

 

ร่างสูงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณว่าอีกฝ่ายรับสายแล้ว จึงกรอกเสียงลงไปอย่างช้าๆชัดๆ

"ฟรานซิสเดี๋ยวจัดการงานที่บริษัทเสร็จแล้วช่วยไปเหมาซื้อเค้กที่ร้านเคเฟเลออามัวร์ที่ถนนเบรนเลนมาให้หน่อยนะ อ่อ และต่อจากนี้ก็ส่งคนไปซื้อมาทุกวันเลยนะ คุณแฮรี่ชอบน่ะ..แค่นี้แหละ ฝากด้วยนะ"

 

แฮรี่ตาโตกับประโยคคำสั่งของอีกฝ่าย รีบหันมาคว้าโทรศัพท์ไป แต่ก็ไม่ทันเพราะฝ่ายตรงข้ามได้วางสายไปแล้ว

จะกดโทรออกก็โดนยึดโทรศัพท์เครื่องเล็กคืนไปก่อน

 

"นี่นาย!!!เอาอีกแล้วนะ"

เมื่อทำอะไรไม่ได้จึงหันมาคุยกับตัวต้นเหตุ

"อะไร ฉันทำอะไร นายอยากกินฉันก็แค่ให้คนซื้อมาให้ อ่อ ส่วนบรรยากาศอย่างนั้นน่ะ กลับไปถึงบ้านแล้วชั้นจะเสกให้ห้องนึง แบบนั้นเป๊ะ เอาไว้ให้นายโดยเฉพาะ ทีนี้ไม่ได้ต้องที่นั่นแล้วนะ"

พูดจบก็หันหน้ามองตรงเป็นอันว่าตกลงตามนั้น

 

"นายนี่มัน...โอ้ย...บ้า บ้า บ้า!ฉันไม่ไปแล้วก็ได้ โทรไปบอกฟรานซิสใหม่เลยนะ ส่วนห้องเหิ้งที่บ้านก็ไม่ได้ต้องเสกเพิ่มอีกนะ แค่นี้ก็เยอะจะแย่ เดี๋ยวป้าแม่บ้านเป็นลมกันพอดี"

เค้านี่แพ้หมอนี่ตลอด

 

"ก็แค่นั้น..."

หึ คิดจะแกล้งเค้าน่ะได้ แต่ต้องไม่ใช่กับเรื่องนี้ และกับไอ้หนุ่มที่ไหน!

เดรรี่ก็บอกแล้วว่าแฮรี่น่ะเป็นของคุณคนเดียว!

เดรกโกหันไปจัดการแป๊ปนึงก็เรียบร้อย หันมามองหน้าที่รักที่ทำหน้างอนแก้มป่องกอดอกอยู่

 

หึ...ท่าเหมือนเจ้าเดรรี่เวลางอนเด๊ะ!อย่างนี้ต้อง...

 

จุ๊บ!!?!!

 

แฮรี่ตะครุบแก้มแทบไม่ทัน

"อีกแล้วนะ!~"

หันไปแง้วใส่แฟนตัวเอง

 

"อย่างอนนะ ก็แค่ไม่ชอบให้ใครมาทำอย่างนั้นใส่นาย ที่สำคัญเจ้านั่นไม่รู้อีกต่างหากว่านายน่ะเป็นแฮรี่ มัลฟอย!"

ดวงตาสีเทาวาวโรจน์เมื่อนึกถึงคนที่คิดจะมายุ่งกับคนของเค้า

 

"ขอโทษ...."

แฮรี่เอ่ยเสียงอ่อน..เค้าก็ผิดต่อเดรกโกจริงๆแหละ

 

"ฉันไม่ได้ว่านาย เรื่องที่นายบอกเค้าอย่างนั้นฉันเข้าใจน่า เลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ ดีกันนะ"

จับศรีษะของอีกฝ่ายมาจูบลงเบาๆ ไล่ลงไปที่แก้มเนียนใส และกำลังจะประทับลงที่ริมฝีปากแดงสดยั่วตาเบื้องหน้า

 

"อะแฮ่ม!!!ผมอยู่ด้วยนะครับ"

เมื่อเจ้าตัวเล็กปล่อยให้ง้อกันเรียบร้อย จึงปีนขึ้นไปนั่งบนตักของมามาสุดที่รักพร้อมนั่งกอดอกจ้องหน้าเดรกโก ก่อนจะพูดออกมา

 

"คุณขอบคุณเดรรึยัง ถ้าเดรไม่โทรบอกป่านนี้คุณก็ยังทำงานปล่อยให้แมลงหวี่ไคมันมาตอมมามาอยู่แหงๆ"

ทำท่าทางทวงบุญคุณ

 

มัลฟอยเลยจุ๊บที่แก้มใสนั่นแรงๆทีนึง

"ขอบคุณครับเดรรี่ของแด๊ดดี้ ว่าแต่เราเลิกเรียกคุณได้แล้วแด๊ดดี้ไม่ชอบ"

 

"อ่ะ...ก็ได้ๆๆๆ ยกโทษให้เพราะว่ามารับมามาทันหรอกนะ"

"55คร้าบ ขอบคุณมากนะพ่อลูกรัก ไปเตรียมตัวลงกันเถอะ จะถึงร้านอาหารแล้ว"

---------------------    ---------------------    ---------------------    ---------------------

 

 

เมื่อทั้งหมดกินข้าวเสร็จก็ไปเลือกต้นคริสมาสกัน แล้วพากันมาช่วยกันแต่งกันที่บ้านจนเย็น

เมื่อเสร็จแล้วแฮรี่ก็ลงครัวทำกับข้าวเอง ซึ่งมีสองพ่อลูกเป็นลูกมือ

เมื่อกินข้าวกันเสร็จก็พากันอาบน้ำมานั่งเล่นเกมส์จนเวลาล่วงเลยมาจะถึงเที่ยงคืน

 

....5....

....4....

.....3...

....2.....

 

เสียงแห่งความสุขสามเสียงช่วยกันนับถอยหลังดังขึ้นเรื่อยๆ

เจ้าตัวเล็กนั่งอยู่บนตักของหนุ่มผมดำที่มีหัวหน้าครอบครัวอีกคนซ้อนหลังอยู่

 

...1.....

...0...

 

จุ๊บ!!~ จุ๊บ!!~

 

"Merry X'mas ฮะแด๊ด มามา"

หลังจากลุกขึ้นจากอ้อมกอดไปจุ๊บแก้มแด๊ดกับมามาเรียบร้อยเจ้าตัวเล็กก็โผเข้าไปกอดทั้งสองคนตรงกลาง

 

"คร้าบ เดรรี่ที่รัก รู้มั้ยทำไมมามากับแด๊ดดี้ถึงตั้งชื่อเราว่า เดรรี่"

แฮรี่เป็นคนจูบแก้มเนียนใสของเจ้าตัวเล็กคืนก่อน

 

"หืม มันมาจากเดรกโก+แฮรี่ใช่มั้ยฮะ"

เจ้าหนูยิ้มรับชื่อที่ตั้งขึ้นมาจากความรัก

 

"ใช่สิครับ นอกจากจะเป็นศูนย์รวมความรักของแด๊ดกับมามานะ เดรรี่ยังแปลได้อีกย่างว่า ทุกวันใช่ม้า"

แฮรี่เสริมให้

 

"มันเลยแปลรวมว่า...เราจะเป็นศูนย์รวมความรักของแด๊ดกับมามาทุกๆวันจนตลอดไปไงครับ ทุกครั้งที่มีคนเรียกเราจะได้รู้ว่าเราน่ะเป็นที่รักเสมอนะครับ"

และสุดท้าย เดรกโกก็ตอบอีกความหมายพร้อมมอบจุมพิตเบาๆลงที่แก้มเนียนอีกข้างต่อจากแฮรี่

 

"รักเดรรี่นะครับ มีรอยยิ้ม มีความสุขทุกๆวันนะครับ"

ว่าแล้วก็สลับข้างกันจุ๊บเบาๆพร้อมๆกันที่แก้มเจ้าลูกตัวดี

 

"เดรรี่ก็รักทั้งสองคนทุกๆวันเหมือนกันครับ^^"

 

 

MERRY CHRISTMAS

 

&

 

HAPPY NEWYAER

ครับทุกๆๆคน!!!!!!!!

 

 

Talk:กลับมาแล้วค่า~ ^O^พึ่งเห็นค่ะ ว่าตัวเองยังไม่ได้เอาตอนพิเศษอันนี้มาลงในบล็อกเลยเอาเป็นว่าใครเคยอ่านแล้ว..อยากอ่านอีกรอบเพื่อบิ๊วอารมณ์ภาคสองก็ได้นะค่ะ(น่านว่าไป ฮา)ส่วนใครไม่เคยอ่านก็มารู้จักหนูเดรลี่ของเรากันนะค่ะ ^^แล้วก็...สวัสดีปีใหม่ไทยแทนละกันนะค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ   ระหว่างนี้ก็วิ่งไปแต่งฟิคให้คุณกี่วี่ต่อดีกว่า ฮี่ๆ  

edit @ 24 Mar 2010 00:49:35 by KILLAU

[Fic DM/HP] LAST FLY - Second.2 Track: LUCKY

posted on 08 Mar 2010 13:25 by redwest
[Fic DM/HP] LAST FLY - Second.2 Track: LUCKY

Paring: DM/HP

Auther:Killau

 

ร่างสองร่างที่นั่งกอดซ้อนหลังกันอยู่ที่ระเบียงท่ามกลางแสงจันทร์ที่สุขสว่าง...

แฮรี่รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เค้ามีอยู่ในมือตอนนี้ก็จริง

 

...แต่เค้าหนีความจริงไปตลอดไม่ได้..

 

 

 

"เดรก..เข้าไปข้างในกันเถอะ"

 

..

 

....

 

.......

 

"โอ๊ะ ดูเหมือนแขกคนสำคัญของเราจะกลับมาพอดีนะ......"

 

เสียงพ่อมดพิธีกรที่ดังขึ้นพร้อมๆกับประตูกระจกด้านหลังที่ปิดตัวลง

 

...นี่สินะ..ความเป็นจริงที่พวกเค้าต้องเจอ....

 

 

"ยังไงก็ขึ้นมาร้องสักเพลงไม๊หลานชาย....เอ๊ะ...ไม่สิ............ฉันว่าฉันเปลี่ยนใจแล้ว....เอาเป็นแขกคนสำคัญของนายเป็นไง..............เชิญเค้าขึ้นมาร้องสักเพลงสิ"

 

 

ทันทีที่สปอตไลท์ของงานเปลี่ยนทิศทางของมันมาที่พวกเค้าทั้งสองแทนที่จะเป็นเวทีกลางใหญ่นั่น

แฮรี่รู้สึกถึงสายตาทุกคู่ที่จ้องมองมา

 

 

เดรกโก มัลฟอยชักสีหน้าทันทีที่เสียงของพ่อมดแก่นั่นพูดจบ

 

 

หึ....มันจะกล้าเกินไปแล้วนะ...

 

 

 

"แฮรี่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น"

 

 

เสียงทุ้มที่ตอบก้องกังวาลไปทั้งห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่

 

 

"หืม.................ทำไมล่ะ............."

 

คราวนี้ไม่ใช่พ่อมดแก่บนเวทีเป็นคนพูด...แต่กลับกลายเป็นเสียงที่เด็กกว่านั้น...อีกเสียง...ที่พูดขึ้นจากมุมห้องอีกฝั่ง....เสียงที่เต็มไปด้วยความเยาะหยัน...

 

 

"เพราะว่า.... ‘ไม่มีความสามารถ‘......หรือว่า.....เพราะเป็น ‘คนนอก‘ เลยไม่กล้าจะเสนอหน้ามาร่วม ‘กิจกรรมครอบครัว‘กัน...แน..."

 

เปรี้ยง!!!

 

ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้พูดจบประโยค เสียงสะท้อนของคาถาที่ดังไปชนผนังห้องฝั่งตรงข้ามดังก้องสะท้อนขึ้นทันที

 

 

"หัดรู้จักหุบปากซะบ้าง.....ถ้ายังอยากจะอยู่ในตระกูลนี้ต่อไป"

 

 

แม้ไม้คถาจะถูกลดลงข้างตัว หากแต่หน้าตาของคนข้างๆแฮรี่ที่ยังคงเรียบตึง และน้ำเสียงที่ฟังดูนิ่ง..ดุดัน..เต็มไปด้วยอำนาจขนาดนี้...แฮรี่ยังคงไม่คุ้นกับมันเท่าไหร่นัก และแฮรี่เชื่อว่าคนทั้งตระกูลมัลฟอยก็คงไม่ชินเหมือนกับเค้าสังเกตได้จากสีหน้าแต่ละคนที่ทำอย่างกับว่าเอลฟ์ประจำบ้านเดินมาตบหัวคนในตระกูลเล่นก็ไม่ปาน

 

 

แฮรี่พึ่งจะเห็นคนที่กล้าท้าทายมัลฟอยได้ชัดๆก็เมื่อหมอกควันเริ่มจางไป

ร่างสูงโปร่งไม่แพ้คนข้างตัว ผมสีทองสว่างตาที่ถูกตัดสั้นประมาณบ่า ดวงตาคมเข้มที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธ ริมฝีปากแดงสดสั่นระริกตัดกับผิวขาวซีด...จะว่าคล้ายกับเดรกโกก็คงใช่...เพียงแต่คนตรงหน้าไม่ได้ดูดีสมบูรณ์แบบไปหมดซะทีเดียว...คงเป็นเพราะโหนกแก้มที่สูงกว่า...และดวงตาโปนกว่า...นั่นกระมัง...

 

 

แฮรี่เผลอจ้องพิจารณาคนตรงหน้ามากไปจนมารู้ตัวเอาตอนที่อีกฝ่ายหันกลับมามองสบตา

 

"หึ...ดูท่า'คนนอก'คนนี้ผู้นำตระกูลคนใหม่คงจะหลงมากสินะ...ทำไมล่ะ...หรือว่าค่าตัวแพง..เพราะมาจากซ่องชั้นสูงของมักเกิ้ลที่ไหนกัน"

 

 

เสียงกัดฟันกรอดที่ดังอยู่ข้างๆพร้อมกับมือข้างที่ถือไม้กายสิทธิ์ถูกยกสูงขึ้นอีกครั้งทำให้ลมหายใจของแฮรี่เริ่มจะติดขัด

 

"..เอ่..อ..."

 

แม้จะรู้สึกได้ถึงชายเสื้อสูทที่ถูกดึง และน้ำเสียงที่เอ่ยเบาๆอยู่ข้างๆตัว แต่ดูเหมือนตอนนี้สิ่งเดียวที่เดรกโกนึกถึงคงเป็นการเลือกคาถานับพันในหัว ว่าอันไหนจะเจ็บปวดและเหมาะสมกับคนตรงหน้านี่ที่สุด

 

"แหม แค่ขึ้นไปทำกิจกรรมนิดหน่อยแค่นี้ ทำไม่ได้เหรอครับ หรือว่าจะเก่งแต่ ‘กิจกรรมบนเตียง‘"

 

"สเป็ก.. !!!!"

 

"เดรก!!!"

 

"สตูพิฟาย!!!!"

 

 

ตูม!!!

 

 

คาถาสีเขียวเข้มพุ่งตรงไปที่ร่างสูงทำให้ร่างนั้นกระเด็นไปกระแทกกับผนังทันที

 

แฮรี่พยายามเพ่งตามองเข้าไปในกลุ่มฝุ่นควันที่ลอยฟุ้งอยู่เบื้องหน้าพร้อมทั้งสีหน้าที่เก็บความงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

สามเสียงที่ดังขึ้นพร้อมกัน

 

เสียงแรก..แน่นอน..เดรกโก..คนที่อยู่ข้างเค้า

เสียงที่สอง...เสียงของตัวเค้าเอง

 

และตอนนี้แฮรี่กำลังมองตรงไปที่ร่างของเสียงที่สาม...ผู้ที่เสกคาถาแทรกเดรกโกขึ้นมา

 

 

ผู้หญิงงั้นเหรอ?

 

แฮรี่ยังคงไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่ยืนคั่นกลางระหว่างเค้ากับผู้ชายคนที่ว่าเค้าเมื่อกี้

 

 

แต่ทันทีที่ร่างนั้นหันกลับมา มันยิ่งทำให้ตกใจ

 

ใบหน้าที่ถอดแบบกันมาทุกกระเบียดนิ้วกับชายหนุ่มที่ยืนด่าเค้าเมื่อกี้

 

ร่างสูงชะลูดในชุดราตรีสีดำมะเมี่ยมก้าวยาวมาที่ๆพวกเค้ายืนอยู่ก่อนจะก้มตัวลงแสดงความเสียใจ

 

 

"ดิฉันขอโทษแทนเจมส์ด้วยนะค่ะ คงเป็นเพราะว่าวันนี้เค้าคงดื่มเยอะเกินไปน่ะค่ะ เลยพูดจากไม่ค่อยจะรู้เรื่อง"

 

 

"เธอกล้าดียังไงถึงได้มาสอด"

น้ำเสียงทุ้มเรียบ ดวงตาสีเท่าหรี่จ้องมองอีกฝ่าย

 

แม้ดวงหน้าคมจะดูนิ่งลงกว่าเมื่อกี้เยอะแล้ว แต่คำพูดและท่าทางที่อีกฝ่ายมองผู้มาใหม่ทำให้แฮรี่รู้ได้เลยว่าอารมณ์โกรธของอีกคนไม่ได้ลดลงเลย มันกลับยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเจ้าตัวไม่ได้ระบายออกกับตัวการ

สำหรับเค้าแบบนี้มันน่ากลัวกว่าเก่าซะอีก

 

แต่แล้วเมื่อแฮรี่มองจ้องไปที่อีกฝ่าย...หญิงสาวร่างสูงตรงหน้ากลับไม่ได้มีอาการหวาดกลัวใดๆอย่างที่เค้าคิด

ดวงตาสีฟ้าสดคู่นั้น.....ทำไมมันถึงได้นิ่ง.....จนดูเหมือนไม่มีอารมณ์ได้ขนาดนั้นนะ

 

 

"ฉันถามว่..."

 

"พอเถอะเดรก"

 

แฮรี่ตัดสินใจกระตุกมือที่เกาะกุมกันไว้อีกรอบ

 

และนั่นทำให้มัลฟอยหันมามองอีกคนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

 

 

นี่เจ้าตัวเล็กของเค้าคิดอะไรอยู่ ที่เมื่อกี้ถูกว่านี่ไม่ได้ฟังเลยใช่ไม๊

 

 

แต่แล้วร้อยยิ้มสุขสว่างตามแบบฉบับของเจ้าตัวก็ถูกส่งมาพร้อมกับคำพูดที่ทำให้ร่างสูงต้องกุมขมับ

 

 

"เค้าก็แค่ต้องการให้ฉันร่วมกิจกรรมครอบครัวน่า..."

 

 

เดรกโกคงจะคิดว่าแฟนเค้าคงจะเพี้ยนไปแล้วถ้าเกิดไม่แอบเห็นคนตัวบางขยิบตาให้

 

 

ร่างสูงหลับตาข่มอารมณ์สักพักก่อนจะหันมาถอนหายใจให้เจ้าตัวเล็กข้างๆ

 

"ครั้งนี้เพราะเห็นแก่นายนะ...."

แฮรี่หันไปยิ้มบางๆให้กับน้ำเสียงเหนื่อยใจของแฟนตัวเอง

 

 

"แต่จำไว้ถ้ามีอีกครั้ง...จะไม่มีการไว้หน้าอีก...ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม"

 

เสียงร่างสูงเอ่ยขึ้นไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนกับที่พูดกับอีกคน หากแต่มันกลับก้องกังวาลประหนึ่งประกาศิตที่ประกาศแก่คนในตระกูลมัลฟอย

 

 

"งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะค่ะ"

 

ว่าแล้วหญิงสาวก็หันหลังกลับไปประคองเอาร่างที่สลบไม่ได้สติอยู่ข้างผนังขึ้นและเดินหายไปหลังม่านสีดำตรงทางออก

 

แฮรี่เอ่ยเรียกอีกคนที่ยังคงมองจ้องไปที่สองคนนั่นจนลับตา ประหนึ่งว่ากลัวสองคนนั่นจะกลับมาทำร้ายอย่างนั้นแหละ

 

"เดรก...ไม่เอาน่า"

 

จนเมื่อนั่นแฟนหนุ่มจึงค่อยหันมาให้ความสนใจกับคนข้างตัว

 

"นายมันใจดีเกินไป"

 

 

"เปล่าน่า..ฉันมีเหตุผลของฉันล่ะกัน ว่าแต่ตอนนี้....ไปร้องเพลงเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิเดรก.."

 

คิ้วสีทองของร่างตรงหน้ายกสูงขึ้นเล็กน้อยแสดงความประหลาดใจแต่แล้ว

 

 

"ฉันเคยขัดใจนายด้วยเหรอไง"

 

 

 

 

แม้ว่าบรรยากาศภายในงานจะยังคงเต็มไปด้วยความตื่นตกใจแต่เมื่อทั้งสองร่างก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีกลาง เสียงที่ดังเซ็งแซ่เมื่อครู่ก็สงบลงในทันใด

พิธีกรเริ่มดำเนินรายการของตนต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังคงตะกุกตะกักในตอนต้น

 

"เอ่อ..งั้น...พวกเรามาทำความรู้จักกับ..เอ่อ...คุณหนู..เล็ก..คนนี้กันหน่อย..ดะ..ดีไม๊"

 

ทั้งที่เป็นประโยคคำถามแต่สายตานั่นยังคงมองจ้องสบกับเดรกโกอยู่ตลอดด้วยกลัวว่าอาจจะพูดอะไรผิดหูไอ้หลานชายคนนี้เอาได้

 

 

"อย่างที่ทุกคนคิด...นี่คนรักของผม...แฮรี่...พอ.."

 

"แฮรี่ฮะ...ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะฮะ"

 

ร่างเล็กแทรกขึ้นพร้อมกับดวงหน้ายิ้มแป้น

 

เดรกโกจ้องไปที่คนข้างตัว แม้เค้าจะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคนตัวเล็กแต่มือหนากลับยกขึ้นตบเบาๆ

และแล้วเสียงตบมือจึงค่อยๆดังขึ้นจากรอบข้าง

 

 

ฉันเชื่อใจนาย...

 

 

และนั่นเป็นเสียงกระซิบเบาๆที่ทำให้คนตัวเล็กหน้าแดงได้ไม่ยาก

ท่ามกลางเสียงปรบมือของแขกในงาน

เสียงกีต้าร์ที่ค่อยๆดังขึ้นด้วยมือของร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆเค้า

 

"Do you hear me?  Talking to you
Across the water Across the deep blue ocean
Under the open sky Oh my, baby I'm trying"

นายได้ยินเสียงของฉันบ้างไหมตอนที่เราไม่ได้เจอกัน

ฉันจำได้ว่าฉันคุยกับรูปนายอยู่บ่อยๆนะ

 ฉันหวังเสมอว่ามันคงจะส่งข้ามผ่านน้ำ ผ่านทะเลไปถึงนายที่อยู่ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันได้

 

..เด็กน้อยของฉัน..ฉันพยายามแล้วนะ..

 

 

 

เสียงทุ้มที่ดังขึ้น พร้อมกับเงยสบตาให้คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อีกตัวข้างๆ

 

 

"Boy I hear you in my dreams
I feel your whisper across the sea
I keep you with me in my heart
You make it easier when life gets hard"

 

 

ฉันแอบฝันว่าฉันได้ยินเสียงของนายด้วยล่ะ..จริงแล้วๆคือ..ฉันฝันว่าเราได้คุยกัน

เวลาที่ฉันนั่งเล่นอยู่ข้างทะเลฉันก็ชอบนึกไปเองว่าเสียงของสายลมที่พัดผ่านมานั่น..คือเสียงกระซิบที่คุ้นเคย

ตอนแรกฉันก็คิดว่าฉันคงบ้าไปแล้ว...แต่มานั่งคิดดู....มันเป็นเพราะว่าฉันเก็บนายไว้ในใจเสมอล่ะมั้ง

 

รู้ไหม..ชีวิตฉันต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ลำบากก็จริง.....แต่พอมีนาย..อะไรๆมันก็ดูง่ายไปหมด

 

 

เสียงใสหวานร้องตอบมาให้พร้อมกับรอยยิ้มเต็มแก้มบาง

ก่อนที่ทั้งคู่จะหลับตาลง...พร้อมกับเสียงสองเสียงที่ร้องสอดประสานกัน

 

Lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

 

โชคดีที่ฉันได้รักกับนาย...ไอ้ศัตรูขี้แกล้ง..ที่รู้จักฉันดีกว่าเพื่อนสนิทคนไหน

โชคดีที่เกิดเรื่องทุกอย่างขึ้น

และขอให้คิดว่า เรา จะโชคดีเหมือนกันที่ได้กลับมาบ้านของนายแห่งนี้

 

 

They don't know how long it takes
Waiting for a love like this
Every time we say goodbye
I wish we had one more kiss
I'll wait for you, I promise you I will

 

ทุกคนไม่มีใครรู้ถึงเวลาแห่งความยาวนานที่เราผ่านกันมาสำหรับการรอคอยความรักในครั้งนี้

ทุกครั้งที่เราเอ่ยคำลา...จูบที่อ่อนหวานนั่น...ฉันไม่เคยอยากให้มันเป็นจูบสุดท้ายเลยสักครั้ง

ฉันจะรอคอยเพียงเธอ....ฉันสัญญา

 

 

Lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

 

นายมันนิสัยเสียเดรกโก...ปากหมาด้วย...เอาแต่ใจตัวเองอีกต่างหาก..แต่ฉันก็รักนาย

ฉันรักนาย...ทั้งที่ๆนายมันดื้อ..เตือนอะไรก็ไม่เคยฟังกันบ้าง..คนเค้าก็แค่เป็นห่วง...แต่นั่นแหละ..ฉันก็ยังรักนาย

 

โชคดี..ที่เรารักกันในทุกสิ่งของกันและกัน

 

ถ้านายไม่ขังฉันอยู่ที่นั่น..กลางทะเลทรายที่ร้อนระอุนั่น...ป่านนี้เราก็คงไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้

 

โชคดี..ที่ฉันได้อยู่ในที่ฉันต้องอยู่

 

สัญญาที่ให้ไว้ก่อนจะก้าวข้ามออกมายังเกาะแห่งสายฝนนี้.....บ้านแห่งแสงสว่างหลังนั้นของเรา...สัญญาว่าจะกลับไป

 

โชคดี...ที่เราจะได้กลับบ้านของเราในสักวันหนึ่ง

 

And so I'm sailing through the sea To an island where we'll meet
You'll hear the music fill the air I'll put a flower in your hair

 

และเราก็ได้ข้ามผ่านน้ำผ่านทะเลไปที่เกาะแห่งทะเลทรายที่เราพบกัน

 

ร่างบางที่นอนหลับตาฟังเสียงเพลงธรรมชาติอยู่กลางสวนต้องสะดุ้งตกใจพร้อมกับดอกไม้ที่ถูกวางถัดหูด้วยมือหนาของผู้มาใหม่


Though the breezes through the trees
Move so pretty, you're all I see

ร่างบางที่ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามคนขี้แกล้งที่แอบดึงดอกไม้ออกคืน ร่างสูงที่วิ่งผ่านสายลม ไปซ่อนตัวหลังต้นไม้ ทุกท่วงท่าดึงดูดให้คนตัวบางต้องหยุดวิ่งและมือบางยกขึ้นทาบฟังเสียงที่ดังแน่นในอก

 

ที่ทุกสิ่งมันดูดี..เพราะว่าทุกสิ่งที่ฉันเห็นเป็น นาย หรือเปล่า

 

 

 

 

 

As the world keeps spinning round

ฉันรู้ว่าโลกนี้ยังคงต้องหมุนต่อไป

 

 

You hold me right here right now

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันขอให้ในวันข้างหน้า เธอยังคงตระคองกอดกันไว้

 

 

Lucky I'm in love with my best friend
Lucky to have been where I have been
Lucky to be coming home again

 

Lucky we're in love in every way
Lucky to have stayed where we have stayed
Lucky to be coming home someday

 

 

มองโลกในแง่ดีว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความโชคดี

ถ้าทำได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใจของเราจะยังคงตั้งมั่นไม่ไหวหวั่นไปกับความทุกข์ร้อนรอบข้าง

และนั่น...คือสิ่งที่เรียกว่าความสุขที่แท้จริง...

 

 

 

"ขอบคุณในความโชคดี

ที่ทำให้เรารักกัน"

 

End of Part 2

To be continue

 

Talk: ยาวถูกใจไม๊ ฮี่ๆ ต้องขอบคุณที่มีคนทวงในตอนที่เราแอบมีเวลา..

ขอให้มีความสุขกับฟิคที่ระดับน้ำตาลในเลือดยังคงคงเส้นคงวาไม่ได้ลดน้อยลงไปนะค่ะ

สัญญาว่า...จะหายตัวไปทำธุระอีกสัก...เดือน..ฮ่าๆๆ ถ้าทำได้..ไม่ปลายเดือนนี้ก็กลางเดือนหน้าเจอกันค่ะ ^^

 

Credit: Lucky - Jason Mraz (feat. Colbie Caillat)

[Fic DM/HP] LAST FLY - Second.1 Track: Fly me to the moon

posted on 08 Mar 2010 13:17 by redwest

[Fic DM/HP] LAST FLY Part 2.1

~Fly me to the moon~

 

คำว่าปาร์ตี้ภายในครอบครัวของพวกคุณหมายถึงอะไรครับ

ใช่การรวมญาติประมาณสิบยี่สิบคนมาจัดปาร์ตี้ ทำอาหารกิน พบปะพูดคุยกันเหมือนผมหรือเปล่า

แล้วคุณรู้ไม๊ครับ...ว่าไอ้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมมันคืออะไร

 

 

ที่แน่ๆ...มันห่างไกลจากที่พวกคุณคิดไว้เยอะ!!

 

 

 

ปาร์ตี้ค็อกเทลขนาดย่อมที่ถูกจัดขึ้นประหนึ่งงานเลี้ยงในโรงแรมหรู เสียก็แต่ว่าแขกที่มางานมีไม่ถึงพันคนก็แค่นั้น นอกนั้น ทั้งอาหารเครื่องดื่ม และนักดนตรี...ที่ตระกูลนี้เค้ามีจัดไว้ให้อย่างพร้อมสรรพ!!

 

โต๊ะคอกเทลล้อมกรอบรอบห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ที่แฮรี่เดาเอาว่าคงเพราะเวทมนต์กระมังเพราะดูจากพื้นที่ของตัวบ้านในห้องที่เค้าเข้ามามันไม่น่าจะมีห้องที่กินพื้นที่ขนาดนี้อยู่ได้สิ

 

เวทีกลางที่น่าจะใช้เป็นพื้นที่แข่งเกมส์ประจำตระกูลเพราะดูจากเด็กๆหัวทองหลายคนที่กำลังเรียงแถวต่อคิวลงชื่ออยู่ที่โต๊ะข้างเวทีพร้อมทั้งหลายคนที่กำลังซ้อมฝึกหัดคาถาของตนอยู่

 

พระเจ้า!แล้วผมคิดผิดซะที่ไหน

 

....‘เล็ก'ของมัน....คืองานเลี้ยงที่มีผู้ร่วมงานประมาณเกือบร่วมร้อยชีวิตได้ นี่มันไปขุดเอาเพื่อนสนิทมิตรสหายของญาติโกโหติกาของมันมาด้วยหรือไงว่ะเนี่ย! !

 

 

เท่านั้นยังไม่พอ ญาติๆของแฟนผมแต่ละคนทำไมถึงได้หน้าตาดีเกินมาตรฐานคนปกติเค้าได้ขนาดนี้ว่ะ! !

พวกคุณลองคิดสภาพว่ามีหนุ่มหน้าหล่อผมทองสุดพร้อมกับดวงตาสุดเซ็กซี่ตามแบบฉบับของคนตระกูลนี้เดินวนรอบตัวพวกคุณอยู่สักสิบคนสิ อ่อ แล้วก็มีสาวสวยทรงโต ผมทอง ตาโต ขายาวหุ่นดีระดับนางแบบอีกสักประมาณสิบกว่าคนผลัดกันเดินไปมาประหนึ่งเดินแคทวอร์คให้คุณดูด้วยนะ

นอกจากนี้แม่มดพ่อมดชื่อดังที่แฮรี่เคยเห็นตามนิตยสารพ่อมดแม่มดรายสัปดาห์เค้าพึ่งรู้ว่า...กว่าครึ่งมันเป็นคนของตระกูลนี้! ใครจะรู้ว่ะว่าถ้าผมทองก็ต้องอยู่ในตระกูลมันซะหมด

 

 

 

ให้ตายเหอะจะเป็นลมเอาให้ได้....นี่มันปกติที่ไหน! ! ! !

 

ทำไมไม่บอกกันก่อนห่ะ! !เค้าจะได้เตรียมตัวรับมือพวกที่หน้าตาดีเกินปกติแบบนี้น่ะ! !

 

 

ทั้งที่ๆแฮรี่อยากจะตะโกนออกมาดังๆอย่างที่ใจคิดแต่ว่าบรรยากาศมันดันไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่น่ะสิ

เพราะทันทีที่ขาของคนทั้งคู่ก้าวเข้าไปในงาน เสียงพูดคุยที่ดังอยู่กับเงียบลงในทันที เสียงดนตรีแจ๊สร่วมสมัยยังคงดังอย่างต่อเนื่องแต่แฮรี่รู้สึกเหมือนกับว่าเสียงซุบซิบที่ดังอยู่รอบกายเค้ามันดังจนกลบทุกเสียงไปซะหมด

 

คนตัวบางพยายามจะดึงมือตัวเองออกจากการจับกุมของอีกคนข้างๆ

แต่แล้วสิ่งที่ได้รับกลับมากลับมีเพียงสายตาดุๆ

 

เฮ้อ....

 

แล้วจะให้เค้าทำยังไงว่ะ รู้ทั้งรู้ว่าเค้าเกลียดการเป็นเป้าสายตาจะแย่

 

"ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง"

 

เสียงทุ้มเข้มพูดขึ้นระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเดินผ่านผู้คนเข้าไปในงาน

 

เอาเข้าไป ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังน่ะใช่ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้มันประเจิดประเจ้อนี่หว่า

 

แฮรี่อยากจะเถียงกลับไปอย่างนั้น ถ้าพวกเขาทั้งสองคนไม่เดินไปถึงตรงที่ที่พ่อกับแม่ของเจ้าหัวทองมันยืนอยู่ก่อนแล้ว

 

"ลงมากันแล้วเหรอ"

เสียงทุ้มกังวาลใสของผู้เป็นแม่ทักขึ้น

แฮรี่ทำเพียงแค่ก้มหัวเล็กๆดวงตาเขียวใสที่เต็มไปด้วยความประหม่าพยายามเสมองลงกับพื้น

 

"ก็ดี งั้นทิ้ง แขก ของแกไว้ที่นี่ แล้วไปทักลุงฟอร๊ซกับพ่อหน่อย เห็นเค้าบ่นถามหาแกอยู่"

เสียงของผู้เป็นพ่อดังขึ้นพร้อมกับช่วงขาที่กำลังจะก้าวนำออกไปถ้าหากไม่ถูกเสียงของผู้เป็นลูกเอ่ยขัดขึ้นมาซะก่อน

 

"ผมจะไปก็ต่อเมื่อผมจะแน่ใจได้ว่าแฮรี่จะไม่เป็นอะไรถ้าผมไม่อยู่"

นายลูเซียสหรี่ตามองหน้าลูกชายตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อสายตาของร่างสูงตรงหน้ายังคงนิ่งสบเพื่อยืนกรานคำพูดของตน ทำให้ผู้เป็นมารดาต้องถอนหายใจก่อนจะเอ่ยตอบแทนสามีของตน

 

"....แม่จะดูแลเอง ลูกไปกับพ่อเค้าเถอะ"

 

มัลฟอยหันไปจ้องหน้าผู้เป็นมารดาของตน ก่อนจะหันไปทางร่างบางที่มองจ้องมาทางเค้าอยู่ก่อนแล้ว

และเมื่อนั้น

 

"ไปเถอะ ฉันอยู่ได้"

 

รอยยิ้มบางๆถูกส่งออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ดูจะลำบากใจไม่น้อยหากเค้ายังไม่ยอมไป

 

แม้ว่าจะไม่อยากแยกห่างจากเดรกโกขนาดไหน แต่แฮรี่ย่อมไม่อยากให้การมีตัวตนของตนทำให้ครอบครัวใครต้องแตกแยกกัน

 

มัลฟอยถอนหายใจหนักๆหนึ่งครั้ง ก่อนจะก้มลงมาจุมพิตที่ข้างแก้มใสอย่างเชื่องช้าและโอนโยน

"รอแป๊ปนะ เดี๋ยวฉันกลับมา"

 

ร่างสูงเดินตามผู้เป็นบิดาออกไป ทิ้งให้อีกคนต้องก้มหน้างุดหลบสายตาหลายคู่ที่กำลังพากันจ้องมองมาที่ตนรวมถึงลูกแก้วสีเทาเข้มของผู้หญิงคนที่ยืนอยู่กับเค้าด้วย

 

นางนาร์ซิสซายังคงจ้องมองร่างบอบบางตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์

ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว ตัวนางเองก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเจ้าหนูตัวเล็กคนนี้เท่าไหร่นัก

เพราะจากท่าทางการวางตัวที่อ่อนน้อมถ่อมตนตอนที่เจอเค้าทั้งสอง

และก็จากที่เจ้าตัวยอมปล่อยลูกเค้าให้ไปทักทายญาติพี่น้องก็ทำให้รู้ว่าเด็กคนนี้มีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ไม่น้อย

ถึงแม้ดูภายนอก ร่างบางตรงหน้านี้ให้แนวหนุ่มน้อย..มากกว่านายน้อยก็เถอะ

คงเป็นเพราะใบหน้าที่ติดหวาน...เกินชายไปสักหน่อยนั่นกระมัง

 

ส่วนสูงและสัดส่วนเมื่อเทียบกับลูกชายตน...

ดวงตาสีเขียวมรกตกลมโต จมูกโด่งชันรับกับริมฝีปากเล็ก

ผิวพรรณนวลเนียน...แม้จะไม่ได้ขาวซีดเท่ากับคนในตระกูลมัลฟอย

แต่หากคิดถึงงานที่เจ้าหนูนี่ทำอยู่...นาร์ซิสซามั่นใจได้ว่าตนเองไม่เคยเจอมือปราบมารที่ไหนตัวขาวผ่องอมชมพูได้เท่านี้มาก่อน

 

 

 

..ไม่ได้เหมาะกับคำว่าสวยจนสะดุดตา...

 

 

แต่สำหรับคำว่าน่ารักไม่เป็นรองใคร....คงยากจะปฏิเสธว่ามันไม่เหมาะกับคนๆนี้เช่นกัน

 

มิน่าเจ้าลูกชายของหล่อนถึงได้หวงจนออกนอกหน้าซะขนาดนั้น

 

"เอ่อ..."

 

แฮรี่ที่ถูกอีกฝ่ายจ้องซะนานตัดสินใจที่จะพยายามหาข้ออ้างขอตัวออกไปข้างนอก แต่แล้ว..

 

 

 

 

"เธอ...สนใจจะพาคนแก่ออกไปสูดอากาศข้างนอกบ้างไหม"

 

 

 

 

 

สายลมเย็นพัดผ่านดวงหน้าใส ไล้ผ่านไปตามเส้นผมทำให้แฮรี่รู้สึกดีไม่น้อย

ดูเหมือนหิมะที่ตกอยู่เมื่อตอนเย็นจะทิ้งความหนาวเย็นเอาไว้มากสักหน่อย

หากแต่ที่ที่มีแค่เสียงเพลงเบาๆจากด้านในและแสงไฟสลัวๆจากในงานส่องถึงเพียงเล็กน้อยตรงนี้กลับทำให้แฮรี่หายใจได้ทั่วท้องมากกว่า

 

 

"เหนื่อยเหรอจ๊ะ"

 

เสียงที่ดังขึ้นทำให้ร่างบางนึกได้ว่าตนไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวที่นี่

 

 

"เปล่าครับ......"

 

"งั้นก็...อึดอัด?"

ทั้งที่คนตรงหน้าทำเพียงแค่ยืนกอดอกมองมาที่ตน แต่ทำไมมันถึงกดดันได้ขนาดนี้นะ

 

"....ก็...นิดหน่อยฮะ"

 

 

ภาพหนุ่มน้อยร่างบางที่งุบงิบตอบประหนึ่งเด็กแอบทำผิดแล้วกลัวถูกจับลงโทษสามารถเรียกรอยยิ้มบางๆจากอีกฝ่ายได้

 

 

ตอนนี้แฮรี่แน่ใจแล้วว่าไอ้คุณชายมันไปได้รอยยิ้มหวาน..นั่นมาจากใคร ถ้าไม่ใช่จากคนนี้ๆ

 

 

"รู้มั้ย...ลูกชายฉัน....เค้าแหกกฏการเป็นพ่อมดของตระกูลมัลฟอยด้วยการติดต่อค้าขายกับมักเกิ้ล..แม้ว่าพวกฉันจะคัดค้านยังไงก็ไม่ยอมฟัง....ตอนนั้นฉันไม่รู้เหตุผลหรอกว่าเค้าทำไปเพื่ออะไร ทั้งที่แม้ว่าเค้าจะเกลียดงานแบบเก่าแล้วหยุดอยู่กับบ้านเฉยๆโดยไม่ต้องทำงานอะไรเลย เค้าก็ยังอยู่ได้อย่างสบายๆด้วยซ้ำไป...แต่ตอนนี้ฉันว่าฉันรู้แล้ว ว่าลูกชายฉันทำไปเพื่ออะไร"

 

เสียงใสยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับดวงตาที่ทอดยาวออกไปที่ท้องฟ้ากว้าง

 

"การที่ได้เห็นลูกชายตัวเองเดินมาบอกว่าเค้ามีคนรัก...คนเป็นแม่ก็ย่อมดีใจเป็นธรรมดา...แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเส้นทางที่ลูกชายของตัวเองเลือกเดินมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ..."

 

"...แม้ว่าฉันอยากจะให้ลูกชายฉันมีความสุขแบบคนปกติ...แต่งงานกับผู้หญิงที่ตนรัก...สร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน...แต่ถ้าหาก‘เธอ‘คือสิ่งที่ลูกชายฉันเลือกและก็เชื่อว่าดีแล้ว..ฉันคงไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้"

 

แม้ดวงตาคมสวยจะเศร้าเพียงใดแต่ริมฝีปากแดงสดก็ยังคงยกยิ้มบางให้อีกฝ่าย

 

"การเป็นนายหญิงของตระกูลไม่ใช่เรื่องง่ายเธอคงรู้ดี.....ถ้าเกิดคนทั้งตระกูลไม่ยอมรับ...ฉันมั่นใจว่าลูกชายฉันก็พร้อมจะตัดขาดกับตระกูลนี้ทันที....เพียงแต่ฉันแค่อยากให้เธอคิดสักนิดว่าอย่างนั้นมันดีแล้วเหรอ...."

 

 

แฮรี่อึ้งกับเรื่องราวที่ได้ฟังจากอีกฝ่าย ตัวเค้าเองไม่ได้คิดว่าเรื่องมันจะมาไกลถึงขนาดนี้

 

มือทั้งสองถูกยกขึ้นกุม

 

"........พิสูจน์ตัวเองให้ทั้งฉัน สามี และคนทั้งตระกูลได้เห็นสิ...ว่าเธอเหมาะและคู่ควรกับคำนั้น"

 

 

เสียงเปียโนจากในงานเลี้ยงยังคงดังเบาๆคลอเสียงของสายลมยามค่ำคืน

คำพูดของคนที่จากไปแล้วยังคงดังวนเวียนอยู่ในโสตประสาทของร่างบาง

 

 

แล้วเค้าจะต้องทำยังไงเพื่อที่เหมาะสมกับคำนั้นๆกัน

 

คำที่เค้าไม่เคยนึกถึงมาก่อน

 

คำว่า "นายหญิง" ของตระกูล

 

 

...........................................................

 

...........................................................................

 

............................................................................................

 

อ้อมกอดอันคุ้นเคยถูกสวมมาจากด้านหลังก่อนที่ริมฝีปากเฉียบแดงจะก้มลงจุมพิตที่แก้มนวลใสอีกครั้ง

 

"จะออกมาทำไมไม่บอกกันก่อน ปล่อยให้ฉันหาซะทั่ว"

 

แม้จะเป็นถ้อยคำว่ากล่าวหากแต่น้ำเสียงที่ใช้กลับหวานจับใจคนฟังนัก

 

ร่างบางที่ยังคงเงียบไม่ตอบทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจจับตัวคนตรงหน้าหันกลับมา

ฝ่ามือใหญ่ไล้ไปตามดวงหน้าบางที่ยังคงก้มมองสบพื้น

 

"เกิดอะไรขึ้นแฮรี่ ใครทำอะไร"

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามอีกคราพร้อมกับหัวใจที่เริ่มเต้นผิดจังหวะ

 

เค้าไม่อยู่แค่แป๊ปเดียว ทำไมเด็กน้อยของเค้าถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้น่ะ

 

"..ไม่มีอะไรหรอกเดรก...ฉันแค่....รู้สึกหนักน่ะ"

 

เสียงหวานใสราวกับนกน้อยเอ่ยเบาๆเหมือนกับพูดกับตัวเองมากกว่า

 

"...หืม.."

 

"...ไม่มีอะไรหรอกเดรก...ขอพักแป๊ปนะ"

 

ว่าแล้วก็ปล่อยตัวทิ้งลงกับอกกว้างตรงหน้า เปลือกตาทั้งสองปิดทับดวงตาสีเขียวมรกต

 

เดรกโกไม่ได้พูดหรือถามอะไรอีกหลังจากนั้น มือหนาข้างหนึ่งละจากแผ่นหลังบางที่ตนโอบกอดขึ้นลูบไปตามศรีษะทุยเบาๆ

 

 

เสียงหัวใจของอีกฝ่ายที่ดังเป็นจังหวะอยู่ข้างหูทำให้แฮรี่ลืมเรื่องที่กำลังคิดอยู่ได้บ้าง

 

 

ไม่รู้ว่าเราสองคนยืนกอดกันอยู่นานเท่าไหร่ จนเมื่อเสียงเพลงจากข้างในเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงเปียโนสบายๆของเพลงที่คุ้นเคย และนักร้องสาวเสียงใสที่ดังคลออยู่คงเป็นใครสักคนในตระกูลนี้ที่ถูกเปลี่ยนขึ้นมาร้องแทน

 

 

 

 

 

"....Fly me to the moon

 

And let me play among the stars

 

Let me see what spring is like

 

On Jupiter and Mars...."

 

 

 

 

"....เสียงดีกันทั้งตระกูลเลยเหรอไง"

 

 

เสียงเอ่ยเบาๆที่ดังมาจากคนร่างบางที่ยังหลับตาอยู่ ทำให้เดรกโกอดยิ้มไม่ได้

 

 

"....อยากเต้นรำไม๊"

 

 

 

 

"....In other words hold my hand"

 

มัลฟอยพูดพร้อมกับดึงมือบางขึ้นมา นิ้วทั้งห้าถูกกางออกเพื่อสอดประสานกัน ริมฝีปากบางแดงบรรจงจูบลงที่หลังมือ

 

ร่างบางเหม่อมองริมฝีปากที่ไล้จูบตามปลายนิ้วทั้งห้าและแล้ว...

 

 

"...In other words darling... kiss me"

 

 

เสียงนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับริมฝีปากของคนร่างสูงที่เคลื่อนสัมผัสลงที่ริมฝีปากของคนร่างเล็กอย่างแผ่วเบา..อ่อนโยน

 

ฝ่ามือสอดประสานกัน มือหนาโอบประคองเอวเล็ก และมือของอีกคนที่วางลงที่ไหล่กว้าง

ขาที่ก้าวนำจังหวะไม่ช้าไม่เร็วเกินไปทำให้อีกฝ่ายที่แม้จะเต้นรำได้ไม่เก่งนักยังตามได้ทัน

 

ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ดวงตาของทั้งคู่มองสบแค่กันและกัน

 

 

 

"Fill my heart with song

And let me sing forevermore"

 

 

แม้เสียงเพลงที่ดังอยู่แฮรี่จะรู้ความหมายของมันอยู่แล้ว ใช่...แฮรี่จำมันได้แทบจะขึ้นใจด้วยซ้ำ...

ก็เพลงนี้น่ะ คนตรงหน้ามักจะเล่นเปียโนร้องกล่อมเค้าเสมอนี่นา

 

แต่ทำไมนะ...เค้าไม่เคยสังเกตเองหรือว่าเดรกโกไม่เคยทำมันนะ...

 

ก็ดวงตาของคนตรงหน้าที่ส่งมาตอนนี้...

 

มันสื่อความหมายได้มาก...มาย...จนเค้าทำตัวไม่ถูกเลยละ

 

"You are all I hope for

All I worship and adore"

 

 

 

เสียงทุ้มที่ร้องเบาๆ...เหมือนจะเอ่ยย้ำกับตัวเอง....

 

 

"In other words please be true"

 

แต่ความหมายของน้ำเสียงและสายตานั่น...มันกลับทำให้แฮรี่รู้สึกว่า การมีอยู่ของเค้า..มันสำหรับคนตรงหน้านี่จริงๆ มือที่จับประคองหน้าเค้าราวกับของขวัญล้ำค่าที่แตกสลายได้ง่ายๆนั่น.....

 

 

 

"In other words I love you"

 

 

เสียงทุ้มที่เอ่ยกระซิบข้างหู.....

 

ริมฝีปากพรมจูบลงบนหน้าผากเนียนอย่างทะนุถนอม

 

ก่อนจะไล่ลงไปที่จมูกโด่ง

 

...และริมฝีปากเล็กเชิดนั่น....

 

 

 

 

แม้เสียงเพลงข้างในจะจบลงไปแล้ว หากแต่ทั้งสองร่างยังคงตระคองกอดและมอบจุมพิตอันอ่อนหวานให้แก่กัน

 แฮรี่ปล่อยมือที่รั้งคอร่างสูงออกก่อนจะผละออกจากจูบที่เริ่มจะร้อนขึ้นทุกที

 

ร่างสูงเพียงแค่ยกคิ้วสีทองขึ้นข้างนึงอย่างสงสัย แต่แล้วเสียงเล็กที่เอ่ยขึ้นมาพร้อมกับดวงรอยยิ้มที่เลยไปถึงดวงตาสีเขียวมรกตนั่นแทบจะทำให้เค้าเป็นบ้า....

 

 

 

"In other words I love you"

 

..

 

....

 

.......

 

To be continue

Talk: ไม่ได้สั้นนะ..เพราะเค้ารวมตอนต่อไปด้วย

แต่ที่ต้องแยกเป็นสองอันเรามีเหตุผลน้า...

เพราะเพลงมันคนละเพลงน่ะสิ..อย่างง..ไปตามอ่านตอนต่อไปเล้ย

เอ้ย...อย่าลืมเม้นก่อนสิจ๊ะ...ฮี่ๆๆ

Credit: Fly Me To The Moon - version Olivia

 

edit @ 23 Mar 2010 15:16:03 by KILLAU

[SF] 愛しているから (JINxKAME) Warning Nc15

posted on 01 Mar 2010 02:15 by redwest

 

愛しているから

Aishiteru kara : Because I Love you (Fic happy birthday Kame-chan ^^)

Paring: Akanishi JIN x Kamenashi KAZUYA

Rate: NC15

By killau

 

เสียงกระดิ่งคล้องประตูร้านดังขึ้น พร้อมกับหญิงเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งที่ย่างเท้าเข้ามาอย่างมุ่งมั่น

ดวงตาคมสวยที่ถูกกรีดทับด้วยอายไลเนอร์สีดำเข้มมองสอดส่ายไปรอบๆร้าน และเมื่อพบคนที่ตนต้องการ

จึงเดินเข้าไปหาพร้อมกับวางกระดาษขาวแผ่นเล็กๆที่มีเพียงแค่ตัวเลขชุดหนึ่งลงบนโต๊ะตรงหน้าหญิงสาววัยกลางคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

 

 

"คุณป้าค่ะ ช่วยดูดวงของคู่นี้ให้หน่อยได้ไหมค่ะ"

 

หญิงวัยกลางคนในเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มยกยิ้มให้ลูกข้าประจำก่อนที่จะหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู

ก่อนที่มือเรียวจะค่อยๆเปิดหนังสือตำราคู่มือเล่มเก่าด้านข้างและจดขยุกขยิกอยู่สักพัก

 

แล้วจึงวางดินสอลง พร้อมกับน้ำเสียงขำขันเล็กน้อย

 

"หืม.....หนู คราวนี้ล้อป้าเล่นใช่ไหมจ๊ะ..."

 

"ค่ะ?"

 

"คือ...คนคู่นี้เค้าไม่ได้เป็นเพศเดียวกันหรือจ๊ะ"

 

เมื่อเห็นเด็กสาวยังคงเอียงคอทำหน้างงงวย เจ้าของร้านจึงค่อยๆเลื่อนกระดาษที่ตนขยุกขยิกเขียนเมื่อครู่ออกมาให้ดู พร้อมกับคำอธิบายสั้นๆ

 

"ก็ดวงชะตาของคนคู่นี้....ตามคำทำนายแล้ว ชาติที่แล้วคนทั้งคู่เป็นคู่รักที่รักกันมาก แต่แล้วกลับทำสิ่งผิดพลาดร้ายแรงเอาไว้ ทำให้ชาตินี้คนทั้งคู่จะต้องเกิดมาเป็นเพศเดียวกันและต่างก็มีคนรักด้วยกันทั้งคู่หนิจ๊ะ"

 

 

.........

 

...............................

 

..........................................

 

 

กลางดึกสงัด พระจันทร์ดวงโตที่ส่องแสงนวลตาพาดผ่านหน้าต่างบานกว้างของคอนโดกลางกรุงโตเกียว ส่องให้เห็นเจ้าของห้องตัวบางที่กำลังหลับสนิทอยู่ในห้วงนิทรา จมูกโด่งเป็นสัน ผิวหน้าเนียนสวย คิ้วบางโก่งรับดวงตา ริมฝีปากบางเฉียบเฉี่ยว เครื่องหน้าที่เหมาะเจาะนี้คงจะทำให้ร่างที่หลับอยู่ดูราวกับรูปปั้นได้ หากคิ้วมนคู่นั้น ณ เวลานี้จะไม่ได้ผูกขมวดเป็นปมจนทำให้เค้าโครงหน้าดูบิดเบี้ยวไปหมด เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นตามไรผม หรือว่าเพราะอากาศในห้องนี้จะร้อนอบอ้าวเกินไปกันนะ หากแต่ดูจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่ และร่างบางที่มีเพียงแค่กางเกงบ็อกเซอร์ตัวเดียวติดตัวแล้วล่ะก็คงไม่น่าจะเป็นไปได้

 

แล้วจะเหลืออะไรซะอีกเล่าที่จะทำให้เจ้าของห้องคนนี้ต้องนอนกระสับกระส่ายไปมา

 

นอกเสียจาก

 

 

.....ฝันร้าย.....

 

.........

 

...............................

 

..........................................

 

 

เสียงพิณเบาๆที่ดังขึ้นคลอเสียงแห่งสายลมในค่ำคืนดึกสงัดเช่นนี้ ทำให้ชายหนุ่มร่างหนาที่กำลังนั่งชมจันทร์อยู่ที่ชานระเบียงที่เปิดกว้างทะลุกับสวนด้านหลังต้องผินหน้ากลับมามองทางต้นเสียงที่นั่งอยู่ที่มุมชานไกลออกไป

คิ้วดำเข้มรับกับใบหน้าคมขำสมกับเป็นชายชาตินักรบขมวดมุ่นเพียงนิด ก่อนจะเอ่ยถามออกไป

 

"เพลงใหม่หรือ...."

 

นิ้วเรียวที่กำลังบรรเลงอยู่เพลงอยู่หยุดลง เจ้าของร่างบางในชุดยูกาตะสีขาวสว่างตาเงยหน้าละจากพิณตัวงามในมือก่อนจะยกยิ้มเล็กๆให้อีกฝ่ายโดยไม่ได้พูดอะไร แล้วจึงก้มหน้าลงเล่นเพลงของตนต่อ

 

เสียงพิณช้าๆแผ่วๆที่ถูกบรรเลงคลอรับลมต้นฤดูใบไม้ร่วงในค่ำคืนนี้ช่างชวนให้อีกฝ่ายลืมเลือนเรื่องราวหนักอกเมื่อครู่ยิ่งนัก

 

เมื่อคิดได้ดั่งนั้น ดวงหน้าเข้มจึงทำเพียงแค่กอดอกแล้วหลับตาลงปล่อยใจไปกับเสียงของสายลมที่คอยพัดอ่อนๆท่ามกลางกลิ่นของน้ำค้างยามค่ำคืน

 

ผิดกับอีกคนที่ค่อยๆเงยหน้าละจากพิณสีอ่อนตัวงาม แล้วมองไปยังแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่อยู่เบื้องหน้า

 

 

ทั้งที่ท่านกำลังทุกข์ใจ แต่นอกเสียจากเสียงเพลงเหล่านี้แล้ว....

.....ไม่มีอะไรที่ข้าคนนี้จะสามารถทำเพื่อท่านได้เลย...

.....ท่านชายของข้า.....

 

 

ดวงตาสวยเฉี่ยวหากแต่แฝงความเจ็บปวดเอาไว้ค่อยๆปิดลงพร้อมนิ้วมือเรียวที่กรีดลงบนสายพิณเป็นเสียงยาวเมื่อถึงท่อนจบของเพลง

 

แต่ทันใดนั้นนิ้วเรียวทั้งห้ากลับถูกหยิบยกขึ้นโดยอีกฝ่ายที่ไม่รู้ลุกขึ้นมานั่งใกล้ๆตั้งแต่เมื่อใด

จุมพิตเบาๆประทับลงบนหลังมือขาวใส ก่อนจะเคลื่อนมาประกบทับลงบนริมฝีปากสีแดงบางเฉียบคู่นั้น

 

ร่างบางสะดุ้งตาโต หากแต่ไม่นานดวงตาคู่นั้นกลับค่อยๆปิดลง พร้อมกับเอียงคอรับเอาริมฝีปากของอีกฝ่ายเข้ามา

แขนเรียวบางถูกจับยกขึ้นพาดที่ลำคอร่างหนา เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดชวนให้รู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก

 

แสงจันทร์ส่องสว่างสะท้อนภาพคนสองคนกำลังแลกจูบอ่อนหวานให้แก่กันและกัน

 

 

จูบ...ที่ไม่ได้ดุดัน...แถมติดจะเอื่อยเฉื่อยด้วยซ้ำไป

แต่ทำไม....กลับหวานยิ่งนัก..

 

หรือเพราะว่ามันเป็นจูบจากท่านกัน

 

.....ท่านชายของข้า...

 

.........

 

...............................

 

..........................................

 

 

 

"..短いキスをそっと交わすと月明かりの中に

 

やわらかく感じるたびこぼれる愛情"

 

 

จูบสั้นๆถูกส่งให้กันและกันอย่างแผ่วเบาท่ามกลางเเสงของดวงจันทร์

ความรู้สึกอ่อนละมุนที่สัมผัสได้ทุกครั้ง ทำให้รู้สึกได้ถึงความรักที่เอ่อล้นออกมา

 

 

.........

 

...............................

 

..........................................

 

ร่างเล็กที่นอนอยู่สะดุ้งตื่นจากความฝัน หากแต่เสียงเพลงในความฝันยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัว

 

 

..สงสัยจะเพี้ยน แต่งเพลงมากไปจนเอาไปฝันหรือไงว่ะ..

 

 

ร่างบางอดค่อนขอดในความเอาการเอางานที่มากไปของตัวเองไม่ได้

มือบางยกขึ้นปาดเม็ดเหงื่อที่เริ่มหยดไหลลงมาเข้าที่ตาและปากตนเองออก

 

หากแต่นิ้วเรียวกลับหยุดลงยู่ที่ริมฝีปากบาง

 

 

แต่ว่า...จูบนั่น....ทำไมสัมผัสของมันถึงคุ้นเคยนักนะ....

 

หนุ่มน้อยสะบัดหัวเบาๆเมื่อรู้สึกว่าตัวเองชักจะเพ้อเจ้อเข้าไปทุกที ฝ่ามือสองข้างยกขึ้นลูบหน้าตัวเองเบาๆเพื่อเรียกสติ ก่อนจะหันไปหยิบนาฬิกาข้างหัวเตียงขึ้นดู

 

...ตีสี่ครึ่ง...

 

นี่เค้าพึ่งนอนไปได้สามชั่วโมงครึ่งเองนะ มันจะอะไรกันนักหนาว่ะ

ช่วงนี้เค้าก็ยุ่งจะตาย ทั้งซ้อมคอนเล่นคอน กว่าจะกลับมาก็ดึกจะแย่แล้วดันมานอนไม่ค่อยหลับเอาอีก

ให้ตายเหอะ

 

 

....เพราะไอ้เพลงใหม่บ้านั่นแท้ๆ.....

 

 

.........

 

...............................

 

..........................................

 

 

"คาเมะ~"

 

เสียงเรียกของเพื่อนร่วมวงทำให้คนร่างบางที่กำลังคิดเกี่ยวกับฝันเมื่อคืนอยู่ถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะรีบจับกีต้าในมือเอาไว้แน่น

 

...เกือบทำตกแล้วไหมล่ะ...ขืนตกล่ะก็...โดนหมอนั่นด่าเละ

 

ว่าแล้วก็หยิบกีต้าโปร่งตัวเก่งไปวางที่แท่นข้างตัวก่อนจะหันไปหาอีกฝ่ายที่ยื่นแค่หน้าเข้ามาในห้องซ้อม

 

"ว่าไงนากามารุ"

 

"เบื้องบนเรียกแหนะ เห็นว่าจะคุยเรื่องโซโล่ในคอนว่ะ"

 

"โอเค ไปเดี๋ยวนี้แหละ"

 

คาเมะหันไปจดโน๊ตที่พึ่งนึกได้เมื่อกี้อีกไม่กี่ตัวลงบนกระดาษตรงหน้าก่อนจะลุกขึ้นและเดินออกไป

 

 

ทันทีที่ร่างบางหมุนเก้าอี้นั่งลง คำถามก็ถูกส่งออกมา

 

"ได้ข่าวว่านายกำลังแต่งเพลงใหม่เหรอ....แต่โซโล่ในคอนก็มีแล้วไม่ใช่เหรอไง"

 

ร่างบางไม่ได้แสดงอาการอะไรนอกจากการเหล่มองไปทางอื่นพร้อมกับริมฝีปากชี้งอนที่บิดไปมา

 

"เฮ้อ...ฉันเข้าใจว่าเรื่องโซโล่นายก็คงอยากทำให้ดี แต่คิดดูสิ แค่เพลงที่นายมีตอนนี้มันก็พอแล้วไม่ใช่เหรอไง ที่ฉันพูดน่ะ ไม่ใช่ว่าไม่สนับสนุนหรืออะไรนะ แต่นายน่ะได้ส่องกระจกบ้างไหมช่วงนี้ว่าตัวนายเองน่ะโทรมขนาดไหน"

 

และเมื่อเห็นร่างตรงหน้ายังคงนั่งนิ่งไม่ตอบอะไร ผู้จัดการอย่างเค้าก็คงจะต้องพูดออกไปให้อีกฝ่ายได้เก็บเอากลับไปคิดซะบ้าง

 

"เฮ้อ....คาเมนาชิ.....นายจะไม่สบายทั้งที่ๆทัวร์คอนอย่างนี้น่ะเหรอ ไม่สมกับเป็นนายเลยนะ แต่เอาเถอะ ฉันก็แค่เรียกมาถามดูเพราะเป็นห่วง แต่ถ้านายดื้อดึงที่จะแต่งมันต่อไปล่ะก็...ก็ตามใจนายก็แล้วกัน แต่จำไว้อย่าง...คอนเสริตครั้งนี้ แฟนๆทั่วประเทศรอคอยกับมันมาขนาดไหนนายก็คงจะรู้....อย่าทำให้พวกเค้าผิดหวังด้วยการล้มลงกลางคอนล่ะกัน"

 

 

"...ผมทราบดีฮะ...พวกเค้าจะไม่มีทางผิดหวังเด็ดขาด"

ตอบแค่นั้นเสร็จก็ลุกออกไปทันที ทำให้ผู้ที่เหลืออยู่ต้องส่ายหัวกับตัวเอง

 

 

"เฮ้อ...ดื้อไม่เข้าเรื่อง...รู้ไหมว่ามันทำให้คนอื่นเค้าเป็นห่วงขนาดไหน....ใช่ไหม.....จิน"

 

ใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกปิดไปกว่าครึ่งด้วยหมวกสีดำใบเก่ง ร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีขาวคอวีและกางเกงยีนส์สีซีดที่ยืนกอดอกอยู่ในมุมอับของกำแพงอีกด้านค่อยๆเดินออกมา ก่อนจะมองไปที่ประตูที่คนตัวบางพึ่งจะเดินออกไป

แม้จะไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่ดูจากกระพุ้งแก้มที่ถูกดุนด้วยปลายลิ้นนั่นทำให้รู้ได้ว่าดวงตาสีเข้มภายใต้หมวกใบนั้นคงกำลังฉายแววครุ่นคิดอยู่เช่นเดียวกัน

 

.........

 

...............................

 

..........................................

 

 

"เจ้า!!...ทำอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร จะเอาใครมาทำภรรยาแม่ไม่ว่า แต่นี่....เจ้าถึงกับกล้าไปคว้าเอาเด็กนั่น..."

 

"ท่านแม่คาซึเค้า..."

"อย่าพูดชื่อมันออกมาให้แม่ได้ยินนะ! !.. ตั้งแต่ตอนแรกที่ลูกไปรับมันมาอุปการะนี่แม่ก็เกินจะทนแล้ว กะอีแค่เด็กข้างถนนคนนึงที่เล่นพิณเป็นนิดหน่อย...แล้วดูสิ ถึงตอนนี้...หึ...รู้ถึงไหนอายถึงนั่น...นี่เจ้าจะทำให้แม่ต้องตรอมใจตายหรืออย่างไร"

 

"ท่านแม่..."

 

สายตาเจ็บปวดอย่างเหลือล้นของบุตรที่ทอดส่งเรียกร้องขอความเห็นใจจากผู้ซึ่งเป็นมารดากลับถูกตอบกลับมาด้วยคำพูดที่ทำให้เจ้าตัวถึงกับต้องชะงักงัน

 

"...เลือกเอาว่าระหว่าง...คำว่า..แม่...กับชื่อของมัน..."

"....จะต้องมีเพียงชื่อเดียวจะได้ออกจากปากเจ้านับจากนี้เป็นต้นไป!"

 

...............................

 

.........

 

"คุณคาซึยะเจ้าค่ะท่านชายเชิญออกไปพบเจ้าค่ะ"

ร่างบางที่กำลังนั่งเล่นอยู่ริมบ่อน้ำในสวนด้านหลังหันมาส่งยิ้มให้ผู้มาใหม่แล้วจึงค่อยลุกขึ้นเดินออกไป

 

ศาลากลางน้ำถูกครอบครองด้วยชายร่างสูงที่มายืนรออยู่ก่อนแล้ว จมูกโด่งเป็นสันรับกับคิ้วดกดำพาดผ่านดวงตา ท่านชายงดงามเสมอในสายตาของคาซึยะ หากแต่ยามนี้ดวงตาคมที่ในยามปกติมักจะเจือไปด้วยร่องรอยแห่งความสุขเมื่ออยู่กับเค้ากลับดูนิ่ง...สงบ..จนคาซึยะไม่กล้าที่จะเปล่งเสียงเรียกออกไปเหมือนอย่างเคย

 

"...เอ่อ....ท่าน.."

 

แม้จะเป็นเพียงเสียงเอ่ยเรียกอย่างแผ่วเบา แต่เสียงแหบห้าวอันเป็นเอกลักษณ์ของอีกคนกลับเป็นตัวปลุกอีกฝ่ายขึ้นจากภวังค์ได้ในทันที

 

ร่างสูงหันกลับมาเผชิญหน้ากับคนตัวบางที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังตน

ดวงตาค้มเข้มไม่แสดงอารมณ์อะไรอย่างอื่น หากแต่ริมฝีปากที่เอื้อนเอ่ยคำพูดออกมานั้น กลับเปรียบเสมือนค้อนที่ทุบลงอย่างแรงกลางหัวใจ

 

"....คาซึยะ....จากนี้ต่อไป....เจ้า....ย้ายไปอยู่ที่ตำหนักด้านหลังล่ะกันนะ"

 

คาซึยะช้อนหน้าขึ้นมองคนรัก...ไม่สิ...คนที่ตนรัก..

แต่ร่างสูงตรงหน้าหาได้มีอาการอย่างที่คิดเลยสักนิด

 

..ไม่มีรอยยิ้มที่คุ้นเคย..

 

...แม้แต่ร่องรอยแห่งความเสียใจเศร้าโศก....ท่านก็จะไม่มีให้ข้าแม้แต่นิดเลยสินะ...

 

 

ดวงตาเรียวสวยถูกกลบไปด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมา..ท่วมไปถึงหัวใจดวงน้อยๆ

 

ท่าทางเย็นชาแบบนี้ของท่าน...ข้าไม่คุ้นกับมันเลยจริงๆ

.........

 

...............................

 

..........................................

 

 

"笑い声とか悲しい顏もた沢山見て来たけど

 

はじめて見るその姿は...僕をとまどわせた..."

 

 

ทั้งเสียงหัวเราะ และใบหน้าที่โศกเศร้า แม้จะเห็นมันมาเยอะแล้ว...

แต่ท่าทางแบบนั้นที่เห็นเป็นครั้งแรก..........มันทำให้ฉันทำอะไรไม่ถูก

 

..........................................

 

...............................

 

.........

 

"ท่านคาซึยะเจ้าค่ะ...อย่าทำอย่างนี้เลยนะเจ้าค่ะ ทานอะไรหน่อยเถอะนะเจ้าคะ"

 

คำปฏิเสธเดิมๆถูกส่งมาให้พร้อมกับรอยยิ้มที่หม่นหมองลงทุกวันๆ

"ขอโทษนะมามิ แต่ฉัน..ไม่หิวจริงๆ.."

 

เมื่อตอบเสร็จร่างบางก็ก้มหน้าก้มตาเล่นพิณของตัวเองต่อ

ปล่อยให้สาวน้อยต้องน้ำตาคลอกับภาพตรงหน้า

 

พิณที่ท่านชายให้ไว้ ท่านคาซึยะไม่เคยให้มันห่างตัวเลย

 

แม้จะเป็นวังหลัง หากแต่ความสะดวกสบายหาได้น้อยกว่าวังหน้าไม่

ท่านชายยังคงส่งสาวรับใช้มาดูแลปรนิบัติเค้าเหมือนเดิมทุกอย่าง

จะมีก็เพียงแต่เจ้าพิณตัวนี้......

 

....เสียงของมัน..

 

...ไม่เคยได้ส่งไปถึงเจ้าของพิณตัวจริงอีกเลย.....

 

 

 

 

 

..........................................

 

...............................

 

.........

 

"カギかけてそっと心の中に

....ありがとうさえも......君の心に届けてなくて"

 

ปิดล็อกกุญแจ..และเก็บมันไว้ในใจดวงนี้

...คำขอบคุณทั้งหลาย...คงไม่มีทางส่งไปถึงใจของเธอ

 

..........................................

 

...............................

 

.........

 "ท่านชายเจ้าค่ะ!!!ท่านชายเจ้าค่ะ!!!"

เสียงวิ่งตึงตังของสาวใช้ที่ดังขึ้นทำให้คนร่างสูงต้องละสายตาจากงานตรงหน้าขึ้นมามอง

คิ้วเข้มขมวดมุ่นแสดงความไม่พอใจในกริยามารยาท หากแต่คราบน้ำตาที่ยังคงเลอะเปรอะไปทั่วใบหน้าของหญิงสาวทำให้ท่านชายคนงามตัดสินใจที่จะส่งคำถามออกไปแทน

 

"เกิดอะไรขึ้นนามิ"

 

ดวงใจค่อยๆร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อยังไม่มีเสียงตอบออกมาจากอีกฝ่าย

ลมหายใจเหมือนถูกริดรอนไปทุกที

ความร้อนรนเข้ามาแทนที่ความสงบนิ่งอย่างที่เคยเป็น

 

"ข้าถามว่ามีอะไรนามิ!อย่ามัวแต่ร้องไห้! !"

 

 

 

 

"ฮึก..ฮือ...ฮึก..คะ..คุณคาซึยะเจ้าค่ะ..ฮึก...คุณ....คุณคาซึยะ..."

 

"คาซึยะทำไมนามิ"

เสียงที่เปล่งออกไปไม่ได้เฉียบขาดดั่งเช่นทุกที ทำไมอยู่ดีดีลำคอเค้ามันถึงได้แห้งผากได้ขนาดนี้นะ

 

"ฮึก...คะ...คุณคาซึยะ...สิ้นลม.ฮึก...แล้วเจ้าค่ะ"

 

 

ทันใดนั้นดวงใจทั้งดวงเหมือนถูกกระชากออกจากอก

สรรพเสียงรอบข้างเงียบลงในทันใด

 

 

ล้อเล่นใช่ไหม

 

..คาซึยะของเค้าน่ะเหรอ..

 

 

ไม่รอช้า ชายร่างสูงรีบลุกขึ้นและออกวิ่งไปที่ตำหนักด้านหลังในทันที

 

..........................................

 

...............................

 

.........

 

ร่างที่อยู่ในอ้อมกอดแม้จะดูเหมือนแค่หลับไป

หากแต่เจ้าตัวรู้ดีว่าร่างบางตรงหน้าได้หยุดหายใจลงไปแล้ว

แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ผิวเนื้อเย็นยะเยือกที่อยู่ในมือเค้ามันไม่อุ่นอกเหมือนเคย

 

"คาซึยะ...ข้าเคยบอกเจ้าแล้วไม่ใช่เหรอ..ฮึก..ว่าให้ทำร่างกายให้อบอุ่นเสมอน่ะ..

เจ้าก็รู้นิว่าตัวเองไม่สบายง่ายแค่ไหน...หื้อ....แล้วทำไมถึง..ฮึก..ปล่อย..ให้ตัวเย็นอย่างนี้ล่ะคาซึยะ.."

 

ภาพของร่างสูงพยายามกลั้นเสียงสะอื้นและโอบกอดปลอบประโลมร่างบางเอาไว้

ทำให้นามิและสาวใช้คนอื่นๆอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาให้กับคนคู่นี้

 

"..ฮึก...ถึงเวลาตื่นได้แล้วนะคนดี...เจ้าอย่าแกล้งข้าอย่างนี้เลย...ข้าขอโทษคาซึยะ..ข้าขอโทษ...ฮึก.ฮือ...

ตื่นเถอะนะ..เด็กน้อยของข้า.."

 

แม้หยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าจะร่วงรินหยดลงบนในหน้าสวย

หากแต่ดวงวิญญาณที่สูญสลายไปแล้วมิอาจจะย้อนคืนมาได้

 

 

ในมือที่เต็มไปด้วยเลือดของร่างบาง พิณตัวน้อยยังคงถูกกำไว้จนแน่น

คราบเลือดจากแผลที่ข้อมือไหลย้อมตัวพิณจนกลายเป็นสีแดงหม่น

 

..........................................

 

...............................

 

.........

ขอบคุณที่เคยมอบความอบอุ่นให้กัน

ขอบคุณสำหรับความรักความหวังดีที่ให้กันเสมอมา

ขอบคุณ...สำหรับบุญคุณของท่าน...คาซึยะคนนี้จะไม่มีวันลืมเลย...

 

..ขอบคุณ..

..........................................

 

...............................

 

.........

 

 

 

 

"果てなく続く道 の中に君は何を思うの

忘れないでその心のそばにそっと居させて"

 

ท่ามกลางถนนที่ไม่มีวันสิ้นสุดสายนี้เธอคิดยังไงกับมันกันนะ

แต่ไม่ว่าจะยังไง..ขอแค่อย่าลืม..ว่าฉันจะอยู่ในใจเธอตลอดไป

..........................................

 

...............................

 

.........

 

..ท่านชาย....ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงไหน....

 

...ข้าก็จะยังคงเป็นคาซึยะของท่าน....

 

เป็นคนที่ทำได้เพียงแค่ใช้พิณตัวนี้เล่นเพลง...เพื่อดับความทุกข์ระทมของท่าน

 

...แต่หากเพียงเพราะในวันนี้.....เสียงพิณของข้าจะทำให้ท่านลำบากใจ...

 

 

...พิณน้อยของท่านตัวนี้ก็คงไม่มีความหมายที่จะอยู่อีกต่อไป..

 

...............................

 

......... .........

 

ข้อความในจดหมายเหมือนมีดกรีดลึกลงไปที่หัวใจของอีกฝ่ายทุกครั้งที่นึกถึง

 

"คิดอะไรของเจ้ากันเด็กโง่....ข้าเคยไม่ต้องการเจ้าแต่เมื่อไหร่กัน.."

คนร่างสูงรำพันกับตัวเองข้างโรงศพสีขาวหลังโตที่บรรจุร่างของคนที่เค้ารักเอาไว้

ดวงตาทั้งสองของชายหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยความรักที่มอบให้แด่ร่างบางตรงหน้าเพียงผู้เดียว

 

ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน...เค้าคนนี้เคยไหมสักครั้งที่จะมองคนอื่น...

ทั้งที่ๆเค้าเพียงแค่ขอเวลา...สักนิด...เพื่อให้ท่านแม่ใจเย็นลงอีกหน่อยแล้วเค้าก็จะไปรับร่างบางกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วแท้ๆ..

 

"...เจ้าสัญญาแล้วแท้ๆนะคาซึยะ...

..ทำไมเจ้าไม่รู้จักรอข้าบ้าง...หื้อ เด็กน้อยของข้า..."

แม้คำพูดจะเหมือนยามที่คุยกับร่างบางตามปกติ หาแต่เสียงทุ้มกลับสั่นเครือตลอดเวลา

 

ร่างสูงค่อยๆยกมือของร่างบางขึ้นมาราวกับว่าร่างกายนี้จะแตกสลายไปในพริบตาหากออกแรงเพียงนิด

จุมพิตถูกประทับลงอย่างแผ่วบางที่หลังมือพร้อมกับหยดน้ำตาที่ไหนริน

 

 

"ข้ารักเจ้าเสมอ....คาซึยะของข้า"

...............................

 

.........

 

 

 

ในถนนชีวิตของท่านที่ข้าหวังจะให้มันไม่มีวันสิ้นสุด

ไม่ว่าท่านคิดจะทำอะไร...ขอแค่อย่าลืม...

คาซึยะคนนี้ขอสัญญาว่าจะคอยเป็นกำลังใจให้ท่าน และอยู่ข้างๆท่านเสมอ

 

....รัก...เป็นคำที่ข้ามอบให้ท่านเพียงผู้เดียว

 

 

..ตลอดมา..

 

 

...และตลอดไป...

 

 

...ท่านชายของข้า...

 

...ท่านจิน...

 

 

...............................

 

......... .........

 

 "例えばもしこの夜僕が君を失ったとしても

忘れないよ僕は君を愛しているから"

 

ถ้าหากคืนนี้ผมต้องเสียคุณไป

ขอแค่อย่าลืม..ว่าเป็นเพราะว่าผมรักคุณ....

 

...............................

......... .........

 

 

"โธ่เว้ย...."

ร่างบางสะบดเบาๆพร้อมกับมือที่ตีคอร์ดแรงๆทีนึงลงไปที่กีต้าร์ตัวโปรดเพื่อระบายอารมณ์

 

ทำไมเสียงกีต้าที่ตัวเองดีดออกมาไม่เหมือนกับที่คิดไว้กันนะ

...ไม่สิ...ต้องบอกว่า...

..มันไม่เหมือนกับเสียงที่เค้าได้ยินทุกคืนนั่นต่างหาก..

จะว่าแปลกก็ได้ แต่คาเมะเองก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆก็อยากแต่งเพลงนี้ให้จบนัก

 

"อย่าไปลงกับกีต้ามันสิ"

แม้เสียงของผู้มาใหม่ที่ยืนอยู่ข้างหลังจะทำให้คาเมะตกใจ แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปมากมายนอกจากการยกคิ้วถามอีกคนด้วยน้ำเสียงปกติ

 

"...มาตั้งแต่เมื่อไหร่"

 

อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่นั่งลงที่เก้าอี้อีกตัวที่อยู่ใกล้กันแล้วดึงกีต้าร์โปร่งสีน้ำตาลอ่อนของอีกคนออกจากมือมาเล่นแทน เสียงเพลงๆเดียวกันกับที่อีกคนพึ่งเล่นไปเมื่อกี้ดังออกมา

 

"คีย์นี้เพราะกว่าไม่ใช่หรือไง"

 

คาเมะไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่หันไปจดตัวโน๊ตใหม่ลงบนกระดาษเนื้อเพลงตรงหน้า

ก่อนจะเอื้อมมือรับกีต้าที่อีกคนส่งคืนมาให้ แล้วลงมือเล่นมันต่อ

เมื่อได้โน๊ตเสียงที่ต้องการ คาเมะก็ดูอารมณ์ดีขึ้น คิ้วที่ผูกเป็นปมเมื่อครู่ค่อยๆคลายออก

จินที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ส่งเสียงขึ้นขัดอีกคนอีก คนร่างหนาทำเพียงแค่กอดอกมองอีกฝ่ายเล่นเพลงไปก็เท่านั้น

 

...............................

 

......... .........

 

 

"悔しい気持ち闇に隠して ふざけていたあの頃

退屈な大人になる予定だったけど"

ผมเก็บซ่อนความเสียใจไว้ในความมืดมิด และหัวเราะเยาะกับมันในช่วงเวลานั้น

แม้ว่าจะตั้งใจเป็นแค่พวกผู้ใหญ่ที่น่าเบื่อ

 

...............................

 

......... .........

 

 

 

จวบจนเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมง เสียงหนาจึงดังขึ้นอีกครั้ง

 

"พักกินข้าวก่อนดีไหม"

ร่างบางเพียงแค่ส่ายหัวตอบเท่านั้น ไม่ได้หันขึ้นมาสนใจอะไรอีกคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน

 

"คาซึยะ...ฉันไม่ได้สอนและซื้อกีต้าร์ให้เพื่อให้นายมานั่งอดข้าวอดน้ำจนล้มป่วยนะ"

เสียงเข้มที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง

 

ไม่บ่อยนักหรอกที่จินจะทำเสียงแบบนี้กับเค้าน่ะ

นั่นแปลว่าจินเริ่มจะอารมณ์เสียแล้วจริงๆ

 

"..ก็...อีกนิดเดียวจะเสร็จแล้ว.."

เสียงแหบเสน่ห์ของอีกฝ่ายที่งุบงิบตอบมาเหมือนเด็กเล็กที่พยายามแก้ตัวเมื่อตัวเองทำผิดทำให้ร่างสูงอดยิ้มไม่ได้ ทำไมเต่าน้อยของเค้าถึงได้บ้างานได้ขนาดนี้นะ

 

"แต่ตอนนี้หน้านายซีดมากเลยรู้ตัวไหม"

ไม่ใช่แค่คำพูด แต่อคานิชิจินกลับยกมือมาลูบเบาๆที่แก้มใสของคนตัวบาง

 

คาเมะก้มหน้าหลบมือหนาทันทีรู้สึกตัว ก่อนจะแกล้งทำเป็นก้มหน้าก้มตาแกะโน๊ตต่อ

...ผิดกับอีกคน....

ความรู้สึกโหวงวูบในอกเค้า..มันคืออะไรนะ..

...ทำไมถึงต้องหนีสัมผัสกันด้วย.....

..ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราเป็นอย่างนี้กันนะ..

เป็นฉันคนเดียวเหรอที่เข้าใจว่า 'แค่หน้ากล้องเท่านั้น' ที่เราต้องทำเป็นไม่สนิทไม่รู้จักกันน่ะ

 

แต่แล้วความคิดก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือของร่างสูงที่กรีดร้องดังขึ้นมา

"ฮัลโหล ว่าไง"

 

คาเมะเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่เดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่มุมห้องอีกด้านที่ไกลออกไป เพราะกลัวจะเป็นการรบกวนอีกคน

 

เรียวปากบางงอนยื่นออก พร้อมหยาดน้ำตาที่คลอรื้นขึ้นมา

 

..นายก็อย่างนี้ทุกที... ทำแต่เรื่องตามใจตัวเอง...

 

ตั้งแต่เรื่องที่ตัดสินใจไปอเมริกาไม่บอกกันแล้ว

เห็นเป็นเรื่องขำสินะ ถึงได้กล้าเอามาล้อเล่นในคอนเสริตว่าฉันวิ่งตามขอร้องไม่ให้นายไปน่ะ

เพราะเห็นว่าฉันยังยิ้มออกทั้งตอนที่ไปส่งและไปรับนายสินะ

แต่จินรู้ไหมว่าฉันต้องเก็บความเศร้าไว้กับตัวเองขนาดไหน

 

ทั้งที่ฉันตั้งใจว่าจะเป็นแค่ผู้ใหญ่ที่น่าเบื่อ ทุกวันๆขอเพียงแค่อากาศให้หายใจอยู่รอดไปได้

 

แต่ทุกครั้งที่ฉันเหนื่อย...และคิดว่าไม่ไหวแล้ว

 

ทำไมต้องเป็นนายทุกครั้งนะที่เข้ามาโอบอุ้มกัน

 

ไม่รู้เลยใช่ไหมว่ามันทำให้ฉันหวั่นไหวน่ะ....จิน.....

 

...............................

 

......... .........

 

"カギかけて心そっと開けて
ありがとうという言葉君に今届くかな?"

กุญแจถูกไขพร้อมกับหัวใจที่ค่อยๆถูกเปิดออก

คำว่า "ขอบคุณ" ส่งให้เธอตอนนี้จะดีไหมนะ

 

...............................

 

......... .........

จินที่เดินออกไปข้างนอกพร้อมกับโทรศัพท์ที่ยังคุยค้างไว้เดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง

กล่องข้าวหน้าเนื้ออุ่นร้อนถูกวางลงตรงหน้าคนร่างบาง

คาเมะมองหน้าคนที่วางมันลงอย่างงงๆ และเมื่อจินยังคงย้ำด้วยการนั่งกอดอกจ้องอยู่อย่างนี้ คาเมะจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะหันไปวางกีต้าร์ในมือลงข้างตัวและหยิบตะเกียบขึ้นทาน

 

คาเมะเลือกกิน และจินก็รู้ดี แต่จะให้เค้าทำยังไงในเมื่อคนตัวเล็กไม่ยอมออกไปทาน จะให้สั่งหรือก็ต้องรออีกสักพักกว่าจะมาส่ง พอดีได้เลยเวลามื้ออาหารไปมากกว่านี้ จินจึงเลือกที่จะซื้อข้าวหน้าเนื้อที่ร่างบางมักจะซื้อจากแฟมิลี่มาร์ตใกล้ๆนี้กลับไปกินยามขี้เกียจทำอาหาร

 

ทั้งที่ๆเป็นข้าวหน้าเนื้อรสชาติที่คุ้นเคยแต่ทำมันมันฝืดคอนักนะ

..หรือเพราะว่ามัน "คุ้นเคย" กันนะ..

 

ทำไมถึงต้องจำได้ด้วยนะจิน...จะไม่สนกันก็ไม่สนกันให้ตลอดสิ..

ขณะที่กำลังจะตักข้าวคำต่อไปเข้าปาก เส้นผมที่เริ่มยาวกลับตกมาปกใบหน้าบาง

คิ้วบางขมวดมุ่นอย่างรำคาญใจ

 

..ก็ว่ามัดแน่นแล้วนะ..

 

ขณะที่คาเมะกำลังจะวางกล่องข้าวและแกะยางรัดผมออกมารัดใหม่แต่อีกฝ่ายกลับเร็วกว่า

คาเมะกลัวจริงๆว่าอาคานิชิที่กำลังดึงยางรัดผมออกอย่างเบามือ จะเห็นว่ามือของเค้าที่กำตะเกียบอยู่มันกำแน่นขนาดไหน

โชคดีแค่ไหนนะที่เค้าไม่ได้เลือกนั่งตรงที่เป็นกระจก

ไม่อย่างนั้นจินคงจะเห็นน้ำตาของเค้าที่มันเอ่อล้นออกมาอีกแล้ว

 

"กินต่อไปสิ"

 

และเมื่อเป็นเช่นนี้จะให้คาซึยะคนนี้ทำอะไรได้ นอกเสียจากจะก้มหน้าก้มตากินข้าวของตัวเองต่อไป

และปล่อยให้ฝ่ามือหนาค่อยๆเกลี่ยเอาเส้นผมที่ร่วงตกไปตามใบหน้าและลำคอของอีกฝ่ายเกล้าขึ้นรวมกันและมันรวบขึ้นไปเพื่อไม่ให้มันตกลงมาเกะกะอีกคน

 

ไม่ต้องทำเบามือขนาดนั้นก็ได้จิน...คาซึยะเป็นคนนะไม่ใช่แก้วที่จะแตกได้ง่ายๆสักหน่อย

 

ทั้งที่คิดอย่างนั้นแต่อาคานิชิจินก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเค้าถึงได้รู้สึกว่าต้องคอยระมัดระวังคอยดูแลและทำทุกอย่างกับคนๆนี้อย่างเบามือ

 

"ขอบคุณ"

 

เสียงแผ่วเบาถูกเอ่ยขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะรีบยัดข้าวคำต่อไปเข้าปาก

แต่เพียงแค่นี้ มันก็สามารถเรียกรอยยิ้มจากอีกคนได้ง่ายๆ

...............................

 

......... .........

 

"果てなく続く道 の中に君は何を思うの

忘れないでその心のそばにそっと居させて"

 

คาซึยะของข้า..เส้นทางสายนี้มันคงจะอีกยาวไกล..

เส้นทางแห่งบาปกรรมที่เราก่อไว้นั้น...มันคงยาวดั่งนิจนิรันทร์ในความคิดของเจ้า

แต่ไม่ว่าจะเจอะเจอเรื่องใดๆที่ทำให้เจ้าต้องเจ็บปวดทรมาน

แต่ขอแค่เจ้าอย่าลืม..ว่าที่ข้างๆหัวใจของเจ้า..จะมีท่านจินของเจ้าอยู่ข้างๆเสมอเช่นกัน

ท่านจินของเจ้าคนนี้จะรออยู่ข้างๆ คอยให้เจ้าแบ่งเอาภาระอันหนักหน่วงและความทุกข์ทรมานเหล่านั้นมา

 

...ไม่ว่าจะกี่ชาติไป....

 

...ข้าขอสัญญาด้วยหัวใจดวงนี้...

 

ริมฝีปากที่เริ่มเย็นเฉียบค่อยๆประทับลงบนร่างไร้วิญญาณของอีกฝ่าย

ก่อนที่ห้วงลมหายใจจะค่อยๆขาดหาย

เสียงหัวใจที่หยุดเต้นลงพร้อมกับมือสองข้างที่โอบอุ้มร่างเล็กอยู่กลับตกลงข้างกาย

หยดเลือดแดงฉานไหลอาบพื้นรอบด้านข้าง

 

มามิและเหล่าสาวใช้ทั้งหลายที่มาตามหาตัวคุณชายของบ้านกลับต้องยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกลั้นสะอื้นกับภาพตรงหน้า

ภาพคุณชายของบ้านที่กอดประคองคุณหนูเล็กเอาไว้ ชวนให้นึกยามที่ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ยิ่งนัก

 

เมื่อตอนมีชีวิต ทั้งคู่มักจะไปนั่งเล่นกันที่ศาลากลางน้ำ

เมื่อไหร่ที่คุณชายของบ้านเริ่มทำหน้าเครียดกับกองเอกสาร ไม่นานนักพวกหล่อนก็จะได้เห็นคุณหนูเล็กที่วิ่งมาพร้อมพิณตัวเก่งที่คอยขับกล่อมให้อีกฝ่ายอารมณ์ดี

รอยยิ้มของคุณหนูเล็กสดใสและอ่อนหวานเสมอ เช่นเดียวกับคุณชายที่แม้ตอนทำงานจะดูดุเข้มแค่ไหน แต่หากได้ฟังเสียงพิณของคุณหนูเล็กแล้วล่ะก็จะกลายเป็น รอยยิ้มที่ยิ้มทั้งปากทั้งตาที่หวานที่สุดในโลกเชียวล่ะ นั่นคือสิ่งที่คุณหนูเล็กเคยอวดเอาไว้

หากแต่ตอนนี้ศาลายามเย็นที่เป็นอนุสรณ์รักของคนทั้งคู่กลับกลายเป็นโรงศพหลังสีขาวงามตาและหยดเลือดแดงฉานฉาบสีของพื้นคงเป็นดั่งทะเลสาบแสนหวาน

 

คุณชายคงจะอยากย้อนเวลาไปยังสมัยที่ยังมีความสุขอยู่สินะเจ้าค่ะ

ช่วงเวลาที่คุณคาซึยะก็เคยพร่ำบอกกับหล่อนเหมือนกัน ว่าเป็นช่วงเวลาที่เจ้าตัวชื่นชอบเป็นที่สุด

 

...............................

 

......... .........

 

"君との日々そっと思い返しては

一人じゃないこと君が僕に教えてくれた"

หวนกลับไปคิดถึงวันเวลาเก่าๆเมื่อตอนที่อยู่ด้วยกัน

ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนั่นคือสิ่งที่เธอสอนฉันเอาไว้

...............................

 

......... .........

 

 

"เฮ้ย มึงคิดเหมือนกูม่ะ ว่าวันนี้ไอ้จินมันตั้งใจแพ้ชัดๆ"

 

ชายร่างเล็กจมูกโตเอ่ยถามความเห็นเพื่อนร่วมวงขณะที่กำลังเปลี่ยนเสื้อเตรียมตัวกลับบ้าน

หลังจากที่พึ่งอัดรายการคัตตุนการ์ตูนเสร็จ

 

ใช่..วันนี้พวกเค้าต้องมาอัดรายการกันที่สนามแข่งรถเพื่อตัดสินการเป็นเบ๊ประจำวงอีกรอบ

 

"เออ ข้าก็งงเหมือนกันว่ะ ตอนแรกแม่งก็เห็นขับแข่งกับอุเอดะอยู่ดีดี"

 

"ใช่ไม๊ไอ้คิ แต่พอคาเมะแม่งเจ๊งขับชนจนต้องเป็นที่โหล่แล้ว อยู่ดีดีแม่งเสือกหายไปจากเฟรมกล้องซะงั้น"

 

"ใช่ๆๆ ตอนอยู่ในสนามฉันก็ไม่ทันได้สังเกตหรอก แต่เมื่อกี้ตอนฉันดูภาพอีกทีนะ ฉันมาเห็นจินอีกทีก็โน่น กำลังขับเล่นอยู่ริมขอบ"

อุเอดะที่พึ่งอาบน้ำเสร็จเดินพันผ้าเช็ดตัวออกมาแต่งตัว เอ่ยสนับสนุนเพื่อนร่วมวงทั้งสองที่กำลังนินทาอีกคนที่กำลังอาบน้ำอยู่อย่างเมามันส์

 

"แม่ง ไอ้จุนโนะก็นะ ไม่น่าโกงเลย ทำลายความฝันของไอ้จินมันซะหมด"

 

......... .........

 

หึ....ความฝันงั้นเหรอ...คิดกันไปเองทั้งนั้น

เรียวปากบางยิ้มเหยียดให้กับความคิดโง่ๆ

ทั้งที่คิดอย่างนั้น แต่ทำไมหัวใจของนายจะต้องเจ็บปวดขนาดนี้ด้วยเมื่อรู้ว่ามันไม่จริง

 

คนที่ทุกคนคิดว่ายังอาบน้ำพละตัวออกจากผนังที่ยืนพิงอยู่และเดินกลับเข้าไปอาบน้ำอีกรอบ

...สายน้ำไหลเย็นคงช่วยกลบน้ำตาที่มันออกมาได้บ้าง..

 

......... .........

......... ......... ......... .........

 

ภาพความทรงจำสมัยก่อนผุดขึ้นภาพแล้วภาพเล่าเหมือนหนังที่คอยเล่นฉายซ้ำไปซ้ำมา

ทำไมฉันถึงพึ่งนึกออกนะว่านายเป็นคนที่สอนให้ฉันรู้ว่าฉันไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้นะ

 

....ตอนเด็กๆที่ฉันจะหนีออกจากบ้าน นายกลับมาบอกให้ไปอยู่บ้านนายแทน...

 

..ทำไมตอนได้รางวับไปโอกินาว่าต้องเลือกฉันไป..

 

..ทำไมต้องให้สัมภาษณ์ในนิตยสารว่า "แม้ยามะพีจะเป็นเพื่อนคนสำคัญ...แต่คาเมะเป็นคนสำคัญนะ"


...ถ้าคำว่าคนสำคัญของนายหมายความว่าเราจะต้องห่างกันแบบนี้ ฉันก็ไม่อยากเป็นมันหรอกนะ..

 

......... .........

......... ......... ......... .........

 

คิ้วบางขมวดมุ่น มือบางยังคงรื้อค้นของในกระเป๋าถือตัวเองต่อไป

 

หายไปไหนนะ นี่เค้าต้องส่งวันนี้แล้วด้วยนะ

เหลืออีกท่อนเดียวแท้ๆ

 

"หาอันนี้อยู่หรือเปล่า"

 

ร่างบางมองไปที่กระดาษสีขาวแผ่นคุ้นตา ก่อนจะพยักหน้าและรับมันมาจากมือของอีกคนที่เมื่อยื่นให้แล้วก็ทำท่าจะกลับออกไปนอกห้องซ้อม

 

"..จิน.."

 

เสียงใสเอ่ยเรียกเพียงเบาๆ แต่กลับทำให้มือของอีกฝ่ายที่กำลังจะเอื้อมจับกลอนประตูหยุดชะงักทันที

 

"..เนื้อเพลงนี่ขอบคุณนะ...แต่ทีหลัง..ไม่ต้องมาเขียนให้จะดีกว่า"

 

มือบางที่ถือกระดาษอยู่สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

ปลายเล็บจิกกดแน่นตรงลายมือคุ้นตา

เนื้อเพลงที่ถูกเขียนเติมต่อที่ท้ายแผ่น

ข้อความพวกนี้มันทำให้เค้ายิ่งแย่ไม่รู้หรือยังไง

. ......... ......... ......... .........

 

........ .........

 

 "君が苦しい時は誰より味方になると決めた

忘れないで僕は君を愛しているから"

 

ในวันที่คุณเจ็บปวดขอให้รู้ว่าผมจะเป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆคุณมากกว่าใครทุกคน

ขอแค่คุณอย่าลืมว่าเป็นเพราะว่า "ผมรักคุณ"

 

......... .........

 

......... ......... ......... .........

 

"ฉัน...ก็แค่นึกออกน่ะ..."

 

เสียงแก้ตัวที่ดังอย่างแผ่วเบายิ่งทำให้คาเมะอารมณ์เสีย

 

"อ่องั้นสินะ..งั้นต่อไป...ถ้าไมค์ฉันเสีย หรือฉันลืมร้องเพลงอีก...นาย..ก็ไม่ต้องมาร้องแทนฉัน.."

เสียงแหบห้าวเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด

 

"..คนอื่นๆมีตั้งเยอะ ปล่อยพวกมันร้องไป..."

 

ไหล่บางเล็กสั่นระริก

 

"...ฮึก..ส่วนเพลงมุราซากินั่น....ช่วย...อึก..หยุดร้องไปก่อนได้ไหมจนกว่าจะหมดคอนนี้"

...จนกว่าจะถึงวันที่ฉันไม่ต้องใส่ชุดสีม่วงบ้าบอนั่น..

 

มือบางเริ่มยกปาดน้ำตาที่ไหลอาบข้างแก้ม

 

..บ้าเอ้ยทำไมถึงต้องไหนตอนนี้ด้วยนะ..

 

 

"..ฮึก..รันจังก็อีก...ฉันไม่น่าไปซื้อมันกับนายเลย..ให้ตายเหอะ..ฮึก.."

 

"ต่อไปนี้...พอเถอะนะ...จิน"

 

......... .........

 

......... ......... ......... .........

 

 

...ทำไมนะ ต้องเป็นฉันคนเดียวที่ให้สัมภาษณ์ว่าฉันไปเที่ยวกับนาย...ซื้อของกับนาย..

 

...และทำไมต้องเป็นฉันคิดเดียวที่ผิดหวังที่ครั้งที่นายปฏิเสธฉันล่ะจิน....

 

.....หรือฉันจะเห็นแก่ตัวเกินไป...

 

.....ถ้าหน้าที่การงานมันสำคัญสำหรับนายซะขนาดนั้น....

 

...........เพื่อนาย.......หรือฉันควรจะปล่อยเรื่องของเราให้มันผ่านไปดี.....จิน......

 

 

. ......... ......... ......... .........

 

........ .........

 

 "例えばもしこの夜僕が君を失ったとしても

 

忘れないよ僕は君を愛しているから

 

忘れないで僕は君を愛しているから"

 

"ถ้าหากว่าผมต้องเสียคุณไปในคืนนี้

 

ผมจะไม่ลืมว่ามันเป็นเพราะผมรักคุณ

 

ขอแค่อย่าลืมว่าเป็นเพราะว่า..ผมรักคุณ.."

 

......... .........

 

......... ......... ......... .........

 

 

"ขอโทษคาเมะ....ขอโทษถ้าสิ่งที่ฉันทำมันทำให้นายรู้สึกแย่ขนาดนี้"

คาเมะรู้สึกได้ถึงแรงดึงที่มือก่อนที่ตัวเองจะจมลงกับอ้อมกอดของอีกฝ่าย

 

"แต่ก่อนฉันคิดว่าเพราะเราเข้าใจกันดีฉันถึงไม่พูด...แต่นายรู้ไม๊ว่ามันทำให้ฉันเสียใจแค่ไหน..."

 

มือหนายกขึ้นลูบหัวคนตัวเล็กเบาๆเพื่อปลอบประโลมคนในอ้อมกอดที่พยายามจะกลั้นสะอื้น

 

"ฉันคิดมาตลอดว่ามีแต่ฉันคนเดียว...ที่เป็นฝ่ายมอง"

แน่สิ มีครั้งหนึ่งที่จินจำได้แม่นเลย ว่าเค้าเผลอมองคาเมะจนลืมร้องเพลงในท่อนของตัวเองไป

 

"แล้วฉันก็คิดมาตลอด....ว่าคาซึยะของฉันไม่อยากจะถูกฉันสัมผัสอีกต่อไปแล้ว.."

จินค่อยๆประคองดวงหน้าหวานที่ตอนนี้หันมามองตนด้วยสายตาที่งุนงง แล้วจึงยิ้มบางๆให้

 

"...ก็ขนาดแค่เรื่องใช้ตะเกียบต่อกันนายยังปฏิเสธกลางรายการซะขนาดนั้น"

แค่คิดถึงเรื่องนั้นมันทำให้จินรู้สึกแย่แค่ไหนร่างบางจะรู้ไม๊นะ กับอีแค่พวกโคคิแซว คาเมะไม่เห็นจะต้องเป็นเดือนเป็นร้อนปฏิเสธซะขนาดนั้นเลย

 

ร่างบางหันมองอีกฝ่ายที่เริ่มเงียบไป ก่อนที่จะค่อยๆยันตัวขึ้นประทับริมฝีปากลงเบาบาง

 

"ฉันจะไปรังเกียจจินได้ยังไง"

 

ดวงตาสองดวงมองสบกัน และกว่าจะรู้ตัวริมฝีปากทั้งคู่ก็คอยแนบประทับ และมอบส่งความหอมหวานให้แก่กันและกัน

จูบ...ที่ดูเหมือนจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ...

คาเมะต้องใช้แขนเรียวขึ้นรั้งที่รอบคอของอีกฝ่ายเพื่อพยุงตัว

เรียวลิ้นไล้เลียเบาๆที่ริมฝีปากบางแดง ก่อนที่จะประกบจาบจ้วงลงควานหาความหวานภายใน

ร่างบางส่งเสียงประท้วงในลำคอเมื่อมือของอีกฝ่ายเริ่มไล้ตามชายเสื้อขึ้นมาที่แผ่นอกบาง

"อา....จิน"

ลมหายใจหอบกระชั้นขึ้นเมื่อกางเกงยีนถูกถอดลงพร้อมๆกับฝ่ามือร้อนที่แนบทับลงมา

"อา..จิน..อืมม."

 

คาเมะร้องครางทันทีที่ริมฝีปากถูกปล่อยออก

ฝ่ามือร้อนคงทำหน้าที่ของมันได้ไม่ทันใจจนจินต้องดันร่างบางเข้าพิงกับผนังก่อนที่ตัวเองจะผละตัวลงไปส่งเรียวลิ้นลงไปทักทายเนินติ่งไตทั้งสองข้าง

 

"..อืม...ที่..นี่จะ..ดีเหรอ..อา..."

เรียวลิ้นลากยาวลงมาไล้วนเล่นที่หน้าท้องน้อยโดยไม่ลืมกดประทับรอยสีกลีบกุหลาบเอาไว้

 

"...ดึกแล้ว..ไม่มีใครมาหรอก..คาซึยะ"

เสียงของจินหายไปพร้อมๆกับความร้อนที่เข้ามาครอบคลุมแกนกายของอีกคน

 

"..ฮ๊า...จิน..."

นิ้วมือเรียวกดย้ำที่ท้ายทอยผ่านเส้นผมสีดำยาวของอีกฝ่ายที่อยู่ต่ำกว่าอย่างระงับตัวเองไม่อยู่

 

"...อา...จิน..จะ..ไม่ไหวแล้ว..อืม..."

เรียวปากที่รูดเข้ารูดออกอย่างชำนาญการทำให้ไม่นานนักน้ำขาวขุ่นจึงไหลทะล้นออกมาเต็มริมฝีปากของอีกคน

 

"..อย่ากินนะ..จิน"

ร่างบางที่ทรุดลงกับพื้นพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ดวงตาหวานสวยปรือเหลือบมองอีกฝ่ายที่กำลังใช้มือปาดเอาส่วนที่กระเด็นมาโดนหน้าตนออก

 

จินที่ได้ยินคำพูดของอีกคน ไม่ได้ทำอะไรนอกจากยกยิ้มส่งให้พร้อมกับเคลื่อนขยับตัวเข้ามา

จินพยุงคาเมะขึ้นก่อนจะจับท่อนแขนของอีกคนให้พาดไปที่ลำคอ

ไม่นานนักนิ้วร้อนก็ถูกกดลงมาที่ช่องทางด้านหลังทีละนิ้วเพื่อปรับขยายให้ช่องทางพร้อมที่จะรับสิ่งที่ใหญ่กว่าเข้าไป

 

"อืม...จิน.."

 

คิ้วหนาเริ่มขมวดมุ่น เม็ดเหงื่อไม่น้อยไหลย้อยไปตามโครงหน้าเข้ม

ช่องทางขับแน่นที่กำลังบีบรัดนิ้วทั้งสามของเค้าอยู่มันทำให้เค้าแทบทนไม่ไหว

 

"..จิน..."

 

เสียงเรียกของคาเมะทำให้จินเหลือบมองร่างบาง

แต่แล้วกลับเป็นริมฝีปากหยักสวยที่กดลงมาจูบซับเหงื่อให้ตัวเค้า

คาเมะกลัวว่าหากเม็ดเหงื่อเหล่านี้ไหลลงไปโดนตาเมื่อไหร่จินคงจะแสบน่าดู

"นายนี่นะ....จะยั่วกันหรือไง"

 

จินทอดถอนหายใจให้กับขีดความอดทนของตัวเอง

 

"...เข้ามาเถอะจิน...ฉันไม่เป็นไรหรอก"

 

คาเมะเพียงแค่ยิ้มบางๆให้อีกคนก่อนจะกอดรัดคออีกฝ่ายให้แน่นขึ้น

 

"นายมันขี้ตามใจฉัน...จนเคยตัวนะคาซึยะ"

จินกระซิบเสียงแผ่วก่อนจะประกบจูบลงที่ขมับของอีกฝ่าย

พร้อมๆกับส่วนล่างที่ถูกดันเข้าแทนนิ้วมือตัวเอง

 

"..อ๊ะ....."

ด้วยขนาดที่ต่างกันทำให้คาเมะเผลอใช้นิ้วมือจิกเข้ากับแผ่นหลังที่ตัวเองกอดอยู่

มือหนายกเรียวขาทั้งสองข้างของอีกฝ่ายขึ้นพาดรอบเองของตัวก่อนจะจูบลงเบาๆที่ริมฝีปากบางเพื่อปลอบประโลมให้หายเจ็บปวด

 

"..หายใจลึกๆนะคาซึยะ.."

 

"อย่างนั้น..เด็กดี"

 

เมื่อเห็นร่างบางเริ่มปรับตัวได้ คนด้านบนจึงเริ่มขยับตัว

ความเจ็บปวดค่อยๆหายไปกลับเป็นความรู้สึกอีกอย่างเข้ามาแทนที่

 

"..อา....จิน...อืม..."

 

"คาซึ..."

 

เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังสลับกับเสียงคราง สองร่างเกี่ยวกระหวัดรัดรึง จูบนับพันถูกส่งให้แก่กันและกัน

ชดเชยช่วงเวลาที่ขาดหายไป และไม่นานนักก็มาถึงจุดสิ้นสุดของความต้องการ

 

"อืม...คาซึยะ...ฉัน..."

 

"อืม...ฉันด้วย..จิน..."

 

และไม่นานนักช่องทางรักของร่างบางก็ถูกเติมเต็มด้วยน้ำที่ล้นทะลักออกมาของอีกฝ่าย

เช่นเดียวกับที่หน้าท้องของจินต้องเปรอะไปด้วยคราบสีขาว

 

จินค่อยๆใช้นิ้วเกลี่ยนเส้นผมที่ตกลงมาตามหน้าของคนรัก

มือหนาช้อนใบหน้าของอีกคนที่นอนหลับตาซบหน้าลงกับอกแกร่งของตนขึ้น

 

"ไหวไหม"

 

ดวงตาหวานปรือตามองอีกฝ่าย ยิ้มเล็กๆถูกส่งมาให้เหมือนเคย

 

ก่อนที่จะถูกจินประกบจูบลงเบาๆอีกรอบด้วยความหมั่นไส้

 

"เพราะนายมันน่ารักอย่างนี้ไง แล้วจะไม่ให้ฉันมองได้ยังไงคาซึยะ"

 

ใบหน้าขาวใสสว่างตาแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนจะหันหน้าหนีไปบ่นอุบอิบกับอกกว้างว่าทีอย่างนี้มาทำพูดดี

 

จนคนร่างสูงอดขำออกมาไม่ได้

 

"นี่...ต่อไปนี้ฉันจะไม่แคร์ใครแล้วดีไหม.."

 

"...ไม่ว่าจะหน้ากล้อง..หรือหน้าแฟนๆกี่แสนคน..ฉันก็จะไม่แคร์.."

 

"เมื่อยามที่คาซึยะน่ารัก..จนฉันอดใจรักใช่ไม่ไหว..ฉันก็จะ ‘รัก‘..โชว์ให้ดู"

 

"หรือถ้าคาซึยะไปยุ่งกับคนอื่นจนฉันหึง...ฉันก็จะไม่ทนอีกแล้ว"

 

"แม้คนในวงจะแซวยังไงฉันก็จะไม่เถียง...จะยิ้มรับพวกมันด้วยซ้ำ...ดังนั้..น"

 

พูดยังไม่ทันจบริมฝีปากของคนช่างพูดก็ถูกปิดลง

ซึ่งจินก็สนองตอบความต้องการของร่างบางได้อย่างถึงใจจนคาเมะต้องเป็นฝ่ายพละออกมาก่อนที่จะหมดอากาศหายใจตายซะก่อน

 

"....ไม่ต้องหรอกจิน...แค่จินเป็นจินอย่างนี้...ตอนที่เราอยู่ด้วยกันแบบนี้...ฉันก็พอใจแล้วล่ะ"

 

จินมองอีกคนที่ส่งยิ้มสวยหวาน...ยิ้มกว้างที่เลยไปถึงดวงตามาให้เค้า...ก่อนจะเอ่ยพึมพำสิ่งที่ทำให้อีกคนถึงกับต้องหน้าแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

"นายมันขี้ยั่วจริงๆด้วยคาซึยะ....แล้วจะให้ฉันรู้จักคำว่าพอได้ยังไง.."

 

ว่าแล้วจูบร้อนแรงก็ถูกมอบประทับให้แก่กันและกันต่อไป

ค่ำคืนของทั้งสองคนยังคงยาวอีกยาวไกล

ความรักหอมหวานล้นละลักเป็นไอลอยวนอยู่ทั่วบรรยากาศ

 

......... .........

......... ......... ......... .........

 

แม้ความรักครั้งนี้จะต้องเจอเรื่องเจ็บปวดอีกมากมายขนาดไหน

จะต้องเจออุปสรรค์ที่เท่าไหร่ เพียงแค่ตอนนี้เราสองคนรักกัน เข้าใจกัน

เสียงของคนรอบข้างนับพัน จะไปสำคัญกว่าเสียงของคนที่เรารักคนเดียวได้อย่างไร

ถ้าหากรักครั้งนี้ไม่ได้อยู่บนความทุกข์ของใคร

ถ้าหากนายพร้อมจะไปกับฉัน

เราก็พร้อมจะเดินไปด้วยกัน

เส้นทางอันยาวไกลที่ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเส้นนี้

ถ้าหากวันใดที่นายรู้สึกท้อใจ เศร้าโศก ก็ขอให้รู้ไว้ว่านายไม่ได้อยู่คนเดียว

แค่หันมามองข้างๆกาย นายจะเห็นฉันที่พร้อมจะเข้าข้างนายเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แต่หากวันใดที่ฉันต้องเสียนายไป...ก็ขอให้จำไว้เสมอว่า........ฉันรักนาย....

 

......... ......... ......... .........

......... .........

 

"เด็กน้อยของฉัน ซ้อมมาทั้งวันเหนื่อยมากไหม..."

เจ้าของดวงหน้าสวยเพียงแค่หันหน้ามองคนที่กอดตนเองอยู่ที่ด้านหลังก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

"เพลงใหม่นั่นเองน่ะหรือ"

ชายหนุ่มเจ้าของบ้านไล่มองอ่านกระดาษที่วางอยู่ก่อนจะยกยิ้มกับเนื้อความที่เขียนไว้

"ชื่อเพลงอะไรน่ะคาซึยะ"

ท่านจินนะ..รู้ว่าเค้าอายแล้วจะยังถามอีก

คนตัวขาวก้มหน้างุดก่อนจะตอบเสียงเบา

"....เพราะว่ารัก...เจ้าค่ะ"

"หืม...อะไรนะ" คนตัวโตแกล้งกระเถิบเข้าไปใกล้ร่างบางก่อนจะกระซิบถามแผ่วเบา

"....เพราะ..."รัก"....เจ้าค่ะ"

 

ดวงหน้าหวานที่เงยสบพร้อมเอ่ยคำรักเสนาะหูนั่นทำให้อีกท่านจินต้องยิ้มออกมา

พร้อมกับให้รางวัลริมฝีปากที่เอ่ยได้หวานจับใจเค้ายิ่งนัก

และเมื่อริมฝีปากบางถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เสียงทุ้มนุ่มลึกของคนที่ตนแอบรักกลับทำให้เด็กน้อยใจเต้นแรงจนกลัวว่ามันจะหลุดออกมาให้ได้

 

"ฉันก็.......รักนะ....คาซึยะของฉัน"

 

สิ้นคำรักหวานหู....ริมฝีปากทั้งสองก็ผลัดกันส่งคำ รัก ให้แก่กันและกันโดยมีหมู่แมกไม้และเหล่านกน้อยที่พากันส่งเสียงรายล้อมอยู่รอบศาลากลางน้ำแห่งนี้เป็นพยานคำรักเหล่านั้น

......... .........

 

......... ......... ......... .........

 

 

 " 忘れないで。。。。僕は君を。。。愛しているから  "

 

" ขอแค่อย่าลืม ว่า..เป็นเพราะว่า....ผมรักคุณ.. "

 

 

......... .........

 

......... ......... ......... .........

End

credit: 愛しているから: kamenashi kazuya Happy Birtday to Kame-chan ^^

ขอบคุณแฟนๆอคาเมะที่เอาดวงของคนคู่นี้ไปดูแล้วทำให้เราจิ้นได้นะค่ะ

ส่วนเรื่องราวต่างๆที่ถูกหยิบยกขึ้นมาทุกคนสามารถหาดูได้ตามยูทูปนะ เราป่าวแต่งเอง >.<

ของเค้าเรียลจริงค่ะ !

edit @ 1 Mar 2010 02:47:21 by KILLAU

edit @ 30 Jul 2010 18:29:53 by KILLAU

HAPPY NEWYEAR! 2010!

posted on 13 Jan 2010 12:30 by redwest

สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกคน

ดีใจจัง ปีนี้เราไปเสี่ยงโชคที่วัดดู ได้ใบอวยพรว่าโชคดีที่สุดด้วย

แล้วพอกลับมาเปิดดูในบล็อกนี้ เห็นว่าในปีนี้มีคนมาติดตามอ่านนิยายเราเพิ่มขึ้นด้วย ^O^

ขอบคุณนะค่ะสำหรับทุกคนที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นจริงๆนะค่ะ

ดีใจจังที่คนอ่านอ่านมันแล้วมีความสุขค่ะ

ฮี่ๆยังไงก็ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนๆนะค่ะ ขอให้มีความสุขมากๆในปีนี้ค่ะ

ปล.อีกไม่นานจะขนลูกเอามาลงต่อให้นะค่ะ^^

[Fic DM/HP] LAST FLY - First Track: Way back into Love

posted on 10 May 2009 23:01 by redwest

 

[Fic DM/HP] LAST FLY - First Track: Way back into Love

 

ผ้าม่านสีแดงเลือดหมูถูกมือขาวเล็กแหวกผ่านรอยแยก ดวงตากลมโตมองผ่านกระจกใส อากาศภายนอกตัวอาคารแม้จะไม่มีหิมะตกให้เห็นแต่ตรงระเบียงด้านนอกตัวบ้านที่แฮรี่มองออกไปก็ไม่ได้มีแสงแดดส่องจ้า กลับเป็นเพียงท้องฟ้าขมุกขมัวก่อนฝนจะตก อากาศของประเทศอังกฤษก็ยังคงเป็นแบบเดิม ครึ้มฟ้าครึ้มฝนตลอดทั้งปี

 

 

..ฝนงั้นเหรอ...

 

แฮรี่ลอบถอนหายใจกับตัวใจเบาๆ

 

ความทรงจำบางอย่างที่เด่นชัดขึ้นมาทุกทีที่คิดถึงคำนี้ๆ พร้อมกับมือทั้งสองข้างที่ยกขึ้นมากอดตัวเอง ดวงตาสีเขียวมรกตเหม่อลอยไปไกล

 

 

 

 

..................ห้องๆนี้หนาวจัง..................

 

 

 

 

......................................

 

......................................................

 

...................................................................

 

 

 

 

ประเทษอังกฤษ.....เกาะแห่งลมฝน.....

แม้จะเป็นบ้านเกิดเมืองนอน แต่แฮรี่ขอยอมรับตรงๆว่าเค้าไม่ค่อยถูกกับช่วงเวลาครึ้มฟ้าครึ้มฝนสักเท่าไหร่

 

เมฆฝนไม่เคยนำสิ่งดีดีมาให้

 

 

 

ความทรงจำแรกในชีวิตที่เริ่มต้นด้วยเสียงของสายฝน

 

 

 

เสียงฟ้าผ่าที่มาพร้อมกับประตูบ้านที่ถูกเปิดออกโดยบุคคลหน้าตาดุดันที่เด็กน้อยไม่รู้จัก

ข้าวของต่างๆที่อยู่รอบตัวถูกปัดกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง

 

และสุดท้าย...

 

เสียงกรีดร้องอันโหยหวนของผู้เป็นมารดาและบิดา

 

 

 

 

แฮรี่เสียผู้ที่ให้กำเนิดในวันที่ฝนตก

 

 

 

 

 

และวันนั้นก็เช่นเดียวกัน...

 

 

วันที่แบล็กตกลงไปในกระจกที่ดำมือจนหาก้นลึกไม่ได้นั่น....

 

 

ช่วงนั้นเค้าจำอะไรไม่ค่อยได้นอกจากภาพตัวเองที่ยืนแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนของฮอกวอตอยู่คนเดียว

 

หยดน้ำตาเม็ดแล้วเม็ดเล่าถูกสายฝนเย็นฉ่ำกลืนกลบเกลื่อนไปจนสิ้น

หยาดน้ำตาที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหมด พร้อมกับความรู้สึกหนึ่งที่เพิ่มพูดขึ้นทุกๆวัน

 

 

 

.........หนาว.......

 

 

 

 ความหนาวทั้งจากข้างนอกและในใจเค้ามันหนาวจับใจจนหลายๆคนคิดถึงเชียวล่ะ

 

แม้จะไม่ชอบความหนาวเย็นนี้แค่ไหน แต่แฮรี่ก็ชอบที่จะออกมานั่งเล่นนอกปราสาทอยู่บ่อยๆเวลาฝนตก

เฮอร์ไมโอนี่กับรอนเคยเค้นคอถามถึงเหตุผลอยู่หลายทีว่าทำไม แต่แฮรี่ก็ไม่เคยจะบอกมันได้ถูก

 

นั่นสินะ

 

ทั้งที่หนาวซะขนาดนี้

ทั้งที่ในหอนอนก็มีเตาผิงแสนอุ่นที่ใครต่อใครก็พากันไปนั่งล้อมรอบจับเข่าคุยกัน ภาพรอยยิ้มของเพื่อนหลายๆคนที่อยู่ล้อมรอบตัวเค้า

 

 

แต่ทำไม่เค้าไม่คิดว่าการกลับไปในที่แบบนั้นมันจะทำให้เค้าอุ่นขึ้นนะ

 

 

เพราะร้องไห้ที่นี่แล้วจะไม่มีใครเห็นงั้นเหรอ

 

ไม่หรอก เค้าไม่ได้ขี้อายขนาดนั้น

 

เพราะต้องการให้ความเย็นของลมฝนมันฝังลงไปลึกๆจนลืมความเจ็บปวด ลืมความอบอุ่นที่เคยได้รับหรือเปล่านะ

 

ไม่นะ เค้าไม่ได้เป็นคนที่ซาดิสแบบนั้นสักหน่อย เค้ายังต้องการความอบอุ่นอันนั้นอยู่

 

 

หรือเพราะว่าความอบอุ่นที่คนรอบตัวพร้อมจะมอบให้เค้ามันไม่ใช่สิ่งที่เค้าต้องการกันนะ

 

 

ความอบอุ่นของส่วนกลาง

ความอบอุ่นที่ต้องร่วมแบ่งปันกับคนเป็นร้อย

 

 

ทำไมนะ

 

ทำไมของแบบนั้นมันถึงเป็นของเค้าเพียงคนเดียวไม่ได้ล่ะ

ทำไมพระเจ้าจะชอบมาพรากมันไปทุกครั้งๆที่เค้ารู้สึกว่า ความรักความอบอุ่นอันนี้มันเป็นของๆเค้าคนเดียว

เพราะเค้าขี้หวงเกินไปงั้นเหรอ เค้าเห็นแก่ตัวงั้นเหรอ

 

แฮรี่พร้อมจะช่วยเหลือเพื่อนๆทุกคน

ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน

เป็นคนดี เป็นเด็กดี

 

แล้วทำไมล่ะ

 

แค่คนๆเดียวที่เกิดมาเพื่อกันและกัน

 

 

แค่นั้น

 

 

 

พระเจ้าไม่สามารถประทานมันให้กับลูกได้เหรอครับ

 

 

 

 

......................................

 

......................................................

 

...................................................................

 

 

 

สวบ

 

เสียงผ้าเสียดสีกันก่อนที่อ้อมกอดที่อบอุ่นจะถูกมอบให้

 

แฮรี่ยังคงมองออกไปด้านนอกที่บัดนี้ฝนปรอยๆได้ตกลงมาท่ามกลางอากาศที่หนาวจัด

 

........พรุ่งนี้เช้าอากาศคงจะหนาวอีกแล้วสินะ..........

 

 

"คิดอะไรอยู่คนเดียวน่ะ"

 

"คิดถึงคนๆนึงน่ะ"

 

 

"........................."

 

 

"แล้วนายล่ะคิดถึงอะไรอยู่"

 

 

 

"......ฉันกำลังหึงอยู่น่ะ ถูกแฟนตัวเองกอดอยู่แบบนี้แล้วยังไปคิดถึงผู้ชายคนอื่นอยู่อีก นายกำลังทำให้ฉันอยากจะฆ่าคนอยู่นะแฮรี่"

 

 

 

เสียงหัวเราะคิกคักจากคนตัวเล็กในอ้อมแขนยิ่งทำให้เดรกโกอยากจะเขกหัวเจ้าตัวเล็กนี่แรงๆสักรอบ

ทำคนอื่นเค้าหึงแล้วยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก

 

 

"แล้วตกลงบอกได้หรือยังว่าฉันควรจะไปฆ่าใครน่ะ"

พูดพร้อมกับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด ความเย็นจากอากาศด้านนอกมันคงจะทำให้แฮรี่หนาวไม่น้อย นึกโมโหความสะเพร่าของตัวเองที่ลืมสำรวจเรื่องเสื้อผ้าของคนตัวเล็กให้มากกว่านี้ ทั้งๆที่รู้ว่าที่นี่อากาศเป็นยังไง และ.....................แฟนเค้าขี้หนาวขนาดไหน

 

 

 

 

 

"หึ.......เค้าเป็นคนที่สูงมากเลยล่ะเดรก แถมหล่อมากด้วยนะ"

แฮรี่ยังคงปล่อยให้คนที่กอดตัวเองอยู่ด้านหลังทำหน้าบูดจ้องหน้าตนผ่านกระจกอยู่นั่น รอยยิ้มบางๆติดอยู่บนใบหน้าเรียวสวยตลอดเวลาที่พูด

 

 

 

"รู้ไม๊ว่าตั้งแต่เด็กแล้ว ฉันคอยคิดอยู่เสมอเลยว่าตัวเองน่ะเป็นเด็กกำพร้าไม่มีใครรัก..ก็อย่างที่นายรู้...ป้าและลุงฉันไม่ได้ดูแลฉันดีขนาดนั้น...อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ....แค่พวกไม่เอาฉันไปทิ้งถังขยะแล้วยอมเลี้ยงฉันมาก็ดีแล้วล่ะ...เพียงแต่ฉันแค่รู้สึกว่า ชีวิตฉันมัน........ยังไงดีล่ะ........มืดมัว......คำๆนี้คงจะเหมาะล่ะมั้ง ฮ่าๆเหมือนมีเงาอะไรสักอย่างตามติดอยู่ตลอดเวลาไม่ให้มีความสุขได้ล่ะมั้ง"

 

แม้แฮรี่จะทำเป็นขำ แต่เจ้าของอ้อมกอดกลับกระชับมือแน่นและไม่มีรอยยิ้มล้อเลียนให้เห็นสักนิด และนั่นทำให้ริมฝีปากบางเฉียบนั่นเล่าต่อ

 

 

I've been living with a shadow overhead
ฉันใช้ชีวิตอยู่แต่เหมือนคอยมีเงาตามหลัง

 

 "พูดถึงคำว่ามืดมัว......ตั้งแต่เด็กมาแล้วฉันมีห้องนอนอยู่ใต้บันได....ตอนกลางคืนมันมืดมากเลยล่ะเดรก...ดังนั้นทุกเช้าฉันจะชอบภาวนาให้ฉันได้มีแสงแดดสดใสมาเป็นนาฬิกาปลุกเสมอเลยล่ะ แต่รู้ไม๊ฉันได้อะไรมาแทน... ก็เสียงเดินลงบันไดของเจ้าญาติตัวอ้วนนั่นน่ะสิ"

แฮรี่ยิ้มบางๆเอ่ยตอบมัลฟอยที่ไม่ได้ตอบอะไร

 

"แต่ตอนหลังฉันก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ห้องใต้หลังคานะ แม้จะมีแสงแดดส่องถึง...แต่ทำไมนะ...เมฆมันถึงกลายเป็นภาพๆแรกที่ฉันจำได้เวลาที่ฉันตื่นนอน..แทนที่จะเป็นแสงแดดอบอุ่นนั่นก็ไม่รู้นะ"

 

 

I've been sleeping with a cloud above my bed
ฉันได้นอนอยู่บนเตียงที่คล้ายจะปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม

 

 "ทำไมพระอาทิตย์ถึงไม่ทำงานตลอดเวลานะเดรก....พระอาทิตย์จะรู้ไม๊นะว่าตอนกลางคืนน่ะ...มนุษย์เรารู้สึกโดดเดี่ยวขนาดไหน"

 

 

I've been lonely for so long
ฉันโดดเดี่ยวมาแสนนาน

 

 

"แล้วยิ่งหลังจากพ่อทูนหัวเสียไป...แม้ฉันจะเสียใจแต่ฉันก็ไม่อยากจะลืมความเจ็บปวดนั่นนะ ความทรงจำที่เจ็บปวดมันคู่กับความอบอุ่นของครอบครัว ดังนั้นถ้าฉันลืมมัน ฉันจะลืมเหตุผลของการมีชีวิตอยู่....นั่นคือเหตุผลที่ฉันชอบบอกเฮอร์ไมโอนี่กับรอนน่ะ แต่บางทีจริงๆแล้วฉันอาจจะแค่ต้องการให้พวกเค้าสักคนมามอบสิ่งๆนั้นให้ฉันแทนพ่อทูนหัวก็ได้ล่ะมั้ง หึ แต่สุดท้าย...ก็มีแค่ฉันคนเดียว...  "

 

 

Trapped in the past, I just can't seem to move on
ติดอยู่ในห้วงของความหลัง และไม่สามารถก้าวต่อไปได้เลย

 

 

รอยยิ้มเศร้าของคนรักทำให้เดรกโกทนไม่ไหว จับอีกฝ่ายหันกลับมา มือใหญ่ช้อนท้ายทอยอีกฝ่ายขึ้นพร้อมกับจุมพิตหวานถูกมอบให้ ก่อนจะจับศรีษะคนตัวเล็กแนบอกอุ่น จูบเบาๆที่ขมับและกลุ่มผมนิ่มถูกมอบให้ประหนึ่งตัวแฮรี่เป็นของขวัญสูงค่าที่คุณชายคนงามแสนจะทะนุถนอม

 

"นายรู้ไม๊ วันที่นายพูดว่าเกลียดกันออกมา ตั้งแต่ตอนนั้นฉันก็เก็บทั้งความฝันและความหวังของชีวิตฉันเข้ากรุไปแล้ว"

 

I've been hiding all my hopes and dreams away
ฉันซ่อนความหวังและความฝันทั้งหมดเอาไว้อยู่ลึกๆ

 

"แต่ฉันก็แค่เก็บมันเอาไว้ลึกที่สุด ไม่ได้ทิ้งมันไปไหนอย่างที่อยากจะทำหรอกนะ...เพราะฉันก็ยังคิดว่า..สักวัน ฉันอาจจะต้องการมันอีกครั้ง"

 

 

Just in case I ever need `em again someday
หากว่าในวันหนึ่งฉันอาจต้องการมันขึ้นมาอีกครั้ง

 

"หลังจากนั้นฉันมุ่งมั่นทำงานให้หนัก ทดแทนเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่...และนั่นก็เป็นเวลาช่วงหนึ่งที่เราห่างกันไป...."

 

 

I've been setting aside time
ฉันได้แบ่งเวลาเอาไว้ช่วงหนึ่ง

 

 

"นายไม่เคยสงสัยเหรอว่าในโลกพ่อมดแคบๆนี่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยเจอกันเลย...ถ้าไม่ใช่เพราะว่าฉันต้องการเวลาเพื่อสะสางความรู้สึกที่มีกับนายน่ะ"

 

 

To clear a little space in the corners of my mind
เพื่อที่จะสะสางพื้นที่เล็กๆ ไว้ในมุมหนึ่งของความรู้สึก

 

 

"งั้นแสดงว่าเราทั้งสองคนก็หาของหายากชิ้นเดียวกันมาตลอดสิเดรก...ถนนที่จะนำไปสู่ที่ซ่อนกล่องของความรักน่ะสิ"

 

All I wanna do is find a way back into love
สิ่งที่ฉันอยากจะทำ คือ ค้นหาหนทางหวนคืนสู่ความรักอีกสักครั้ง

 

                         "ฉันจะไม่สามารถผ่านทุกอย่างมาได้ถ้าปราศจากความรักของเราหรอกนะแฮรี่"

                                                             "ฉันก็เหมือนกันเดรก"

 

I can't make it through without a way back into love
ฉันจะไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ หากไร้ซึ่งหนทางหวนคืนสู่ความรัก

 

"ตกลงนายยังไม่ได้บอกฉันเลยนะว่าเมื่อกี้นายคิดถึงใคร"

 

"เจ้าชายพระอาทิตย์น่ะ"

 

"ห่ะ!?"

 

"ตอนที่ฉันทำงานน่ะ ฉันชอบที่จะมองดูดวงดาวในท้องฟ้ายามกลางคืนนะ แต่กลับไม่ค่อยมีดาวดวงไหนคอยส่องแสงผ่านกลุ่มเมฆให้ฉันได้มองมันหรอก"

 

 

I've been watching but the stars refuse to shine
ฉันเหม่อมองดูดวงดาว แต่ดาวนั้นกลับไม่เปล่งแสงระยับ

 

 

"แม้กระทั่งบางทีฉันก็ชอบคิดไปเองคนเดียวนะว่าอาจจะมีใครสักคนกำลังส่งสัญญาณพลังอะไรสักอย่างมาให้ฉันจากที่ไกลๆ ฮ่าๆเหมือนพวกประสาทเนอะ..แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นอะไรที่พอจะเรียกได้ว่า สัญญาณ สักครั้งเลยนะ"

 

 

 

I've been searching but I just don't see the signs
ฉันเฝ้ามองหา แต่ฉันก็มองไม่เห็นสัญญานอะไรบ่งบอก

 

 

 

"พูดง่ายๆคือสิ่งที่ฉันอยากได้ ฉันไม่เคยได้มันมาในมือสักครั้ง แต่ฉันก็ยังคงเชื่อนะ...ว่า...."มัน" ยังมีอยู่จริง ที่ไหนสักแห่ง"

 

 

I know that it's out there
ฉันก็รู้นะ ว่ามันยังมีอยู่จริง

 

                  "สิ่งที่จะมาเป็นเหมือนลมหายใจของฉันน่ะ...มันต้องรอให้ฉันไปหามันเจออยู่ที่ไหนสักที่สิ"

 

 

There's gotta be something for my soul somewhere
ยังมีบางสิ่งที่จะมาเป็นดั่งหัวใจของฉัน.. รออยู่ที่ไหนสักแห่ง

 

"เราอาจจะเหมือนกันก็ได้นะแฮรี่ เพราะตั้งแต่เด็กแล้ว...ฉันก็ตามหาคนที่จะมาเป็นเหมือนแสงสว่างให้กับชีวิตฉันเหมือนกัน"

 

 

I've been looking for someone to shed some light
ฉันเฝ้ามองหาใครสักคนที่จะเข้ามาส่องแสงให้กับฉัน

 

 

"ฉันไม่ได้ต้องการผู้หญิงสักคนที่จะมานอนด้วยกัน ผ่านคืนๆนึงไปด้วยกัน แล้วตอนเช้าก็ต่างคนต่างไป"

 

Not somebody just to get me through the night
ไม่ใช่เพียงใครบางคนที่จะนำฉันไปสู่ความมืดมน

 

"คนคนนั้น......ฉันอยากจะแชร์ความคิดกับเค้า อยากจะร่วมแบ่งปันยามมีความสุขแล้วช่วยเหลือยามเค้าเป็นทุกข์....คนที่จะช่วยกระซิบบอกเส้นทางถูกผิดให้กับฉัน และให้คำแนะนำกันได้ ไม่ใช่แค่นั่งเออออกับความคิดทุกอย่างของคุณชายมัลฟอยอย่างฉัน"

 

I could use some direction  And I'm open to your suggestions
ใครสักคนที่ฉันจะขอให้ช่วยแนะแนวทาง และฉันก็ยินดีรับทุกคำแนะนำจากเธอ

 

"ดังนั้น ฉันจึงทำทุกทางเพื่อที่จะหาคนๆนั้นมาโดยตลอด"

 

 

All I wanna do is find a way back into love
สิ่งที่ฉันอยากจะทำ คือ ค้นหาหนทางหวนคืนสู่ความรักอีกสักครั้ง

I can't make it through without a way back into love
ฉันจะไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ หากไร้ซึ่งหนทางหวนคืนสู่ความรัก

 

 

ดังนั้นตั้งแต่วันที่ฉันได้เจอนายอีกที....ฉันก็หวังเสมอนะ ว่าถ้าฉันเปิดใจตัวเองอีกที นายจะยอมอยู่ที่ตรงนี้.....เพื่อฉันตลอดไป

 

 

And if I open my heart again
และหากฉันได้เปิดใจใครเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง

I guess I'm hoping you'll be there for me in the end
ฉันคาดหวังไว้ว่าเธอจะมาอยู่ตรงนี้เพื่อฉันตลอดไป

 

                "ตอนแรกฉันเกลียดนายแทบนายน่ะเดรก นายน่ะชอบหาเรื่องฉันตั้งแต่ฉันเข้าปีหนึ่ง แถมกัดไม่ปล่อยมาจนถึง........ตอนที่ฉันไล่นาย"

              "แต่ฉันอยากจะบอกจริงๆนะเดรก......มีหลายครั้งที่ฉันพยายามคิดว่านายไม่ผิด ฉันสับสนกับตัวเอง...ฉันไม่รู้จริงๆว่าสิ่งที่แท้จริงคืออะไร.....แต่สุดท้ายฉันก็พูดคำๆนั้นกับนายไปจนได้...โง่มากสินะตัวฉัน"

 

 

There are moments when I don't know if it's real
มีหลายช่วงเวลาที่ฉันไม่รู้เลยว่าสิ่งที่แท้จริงคืออะไร

 

              "ตอนนั้นจริงๆแล้วสิ่งเดียวที่ฉันต้องการ อาจจะแค่ต้องการให้ใครสักคนรู้สึกเหมือนกับฉันก็ได้นะ"

Or if anybody feels the way I feel
หรือหากใครสักคนรู้สึกแบบเดียวกับที่ฉันรู้สึก

                 "ความรู้สึกโหยหาแรงบันดาลใจในชีวิตน่ะ ไม่ใช่แค่การเจรจาต่อรองการค้า ชื่อเสียงหรืออะไร"

 

                                       "แต่แล้วนายก็ไม่ได้พูดมันออกมา ฉันผิดหวังนะเดรก"

                             ยิ้มยักคิ้วกวนๆส่งให้หนุ่มหล่อตาคมที่ทำหน้านิ่งยืดกอดตัวเองอยู่

 

I need inspiration Not just another negotiation
ฉันต้องการแรงบันดาลใจ ไม่ใช่เพียงแค่การข้ามผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง


"เฮ้อ ยังไงก็แล้วแต่...ฉันก็ดันมาติดกับนายอีกรอบจนได้นะเดรก นายน่ะขี้โกงที่ดันมีบ้านที่แสงสว่างส่องถึงทั้งบ้านเป็นแบ๊กอัพ ฉันก็เลยใจอ่อนง่ายน่ะสิ...หลังจากนายช่วยฉันตอนนั้น....นายเป็นคนที่ทำให้ฉันหาเส้นทางที่ซ่อนกล่องเก็บความรักของฉันเจอนะ"

แฮรี่เงยหน้าขึ้นจากอกแกร่ง รอยยิ้มหวานถูกยกแจกให้อีกฝ่ายที่มองลงมาสบตา

 

All I wanna do is find a way back into love
สิ่งที่ฉันอยากจะทำ คือ ค้นหาหนทางหวนคืนสู่ความรักอีกสักครั้ง

I can't make it through without a way back into love
ฉันจะไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ หากไร้ซึ่งหนทางหวนคืนสู่ความรัก

 

"คราวนี้ฉันจะลองเปิดใจดูอีกที...หวังว่านายคงจะบอกฉันนะว่าฉันควรจะทำยังไง บอกฉันว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนไม่จริง ต่อว่าเมื่อฉันทำผิด ชมฉันให้กำลังใจกันบ้าง...รักกันบ้างนะเดรก"

 

 

And if I open my heart to you
และหากฉันได้เปิดใจให้กับเธอ

I'm hoping you'll show me what to do
ฉันหวังว่าเธอจะแสดงให้ฉันเห็นว่าต้องทำเช่นไร

 

                                               "ขอบคุณที่ให้โอกาสฉันอีกรอบนะแฮรี่"

                                           "ขอบคุณเช่นกันที่ให้ฉันได้เริ่มต้นใหม่อีกรอบ"

 

And if you help me to start again
และถ้าเธอช่วยฉันให้ได้เริ่มใหม่อีกครั้ง

 

 

‘แล้วนายจะได้รู้ว่า ฉันจะอยู่ตรงนั้นเพื่อนายตลอดไป'

 

 

You know that I'll be there for you in the end

แม้ที่นี่จะไม่เหมือนอีกที่ที่จากมา ไม่มีแสงแดดที่แข่งกันส่องสว่างเจิดจ้าเกือบทั้งเดือน ไม่มีร่มไม้สีเขียวที่สวนหลังบ้านที่แฮรี่ชอบไปนอนเล่นอ่านหนังสือให้ลมเย็นๆคอยพัดผ่านเข้ามาทักทาย แต่ตราบใดที่ที่นี้มีนายอยู่ ฉันก็มั่นใจว่าจะสามารถผ่านทุกอย่างไปได้นะเดรก ขอแค่นายอยู่ข้างกันตลอดไป

 

 

"แล้วนี่ตกลงฉันกำลังหึงใครกันแน่หึตัวดี"

รอยยิ้มเอ็นดูถูกส่งให้พร้อมกับมือที่ยกขึ้นบีบจมูกคนตัวบางเบาๆ

 

"ก็เจ้าชายพระอาทิตย์ผมทอง ตาดุ ชอบแอ๊บเนียนไงเดรก"

"หืม...ใช่คนที่นายชอบให้นอนกกจนถึงเช้าหรือเปล่า"

 

"อะไร..ใครเค้าชอบให้นายมากกกันเล่า"

เสียงงุงงิงประท้วงหน้าแดงอยู่คนเดียวเรียกเสียงหัวเราะในลำคอจากอีกฝ่ายได้ไม่น้อย

 

"อย่างอนน่า เจ้าหญิงพระอาทิตย์ของฉัน"

 

"อะไร! ใครเค้าเป็นเจ้าหญิงของนายกันฟ่ะ"

 

"จุจุ เมื่อกี้ยังอ้อนกันอยู่เลยนะแฮรี่ ทำไมตอนนี้พูดจาไม่เพราะเลยล่ะ เจ้าชายก็ต้องคู่กับเจ้าหญิงสิ จะให้ไปคู่กับตัวอิจฉาผมแดงชื่อวีสลีย์เหรอไง"

พูดจบเดรกโกไม่รอช้าลงโทษริมฝีปากที่พูดจาไม่เพราะออกมาทันที

 

 

"นะ..นาย..."

ตั้งท่าจะโวยเสียงดัง..แต่แล้วสิ่งที่เดรกโกได้ยินกลับเป็นคำบ่นเบาๆแทน

 

"เชอะ....ยอมให้เพราะเห็นว่าวันนี้พูดจาเหมาะกับหน้าหล่อๆนั่นหรอก"

 

"หืม....พูดอย่างนี้หมายความว่านายชอบ "หน้า" หรือ "ปาก" ฉันเหรอไง แฮรี่"

 

รอยยิ้มร้ายถูกยื่นให้พร้อมใบหน้าที่ก้มลงมาใกล้จนอีกคนต้องหันหนี

 

ก็ดวงตาเจ้าชู้แบบนี้มันแบบที่แฮรี่แพ้ทางสุดๆเลยนี่นา!!!

 

 

 

แฮรี่อดที่จะแจกค้อนให้ไม่ได้

"ฝากไว้ก่อนเถอะมัลฟอย อย่าให้ชาติหน้าฉันเกิดมามีหน้าตาและหุ่นเป็นอาวุธอย่างนี้บ้างก็แล้วกัน พ่อจะล่อให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดูสิ"

 

แม้คำบ่นพึมพำนั่นมันทำให้เดรกโกคิดว่าแฟนเค้านี้น่ารักชะมัดแต่ก็อดจะขำออกมาไม่ได้

"ฮ่าๆ ไม่ต้องห่วงแฮรี่ ไม่ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหนฉันก็หลงนายจะแย่อยู่แล้วน่า"

 

"อะไร ใครเค้าบอกว่าอยากจะให้นายมาหลงกัน เหอะ รับรองชาติหน้าฉันจะหาสาวสวยๆเซ็กๆเอ็กส์ๆเป็นแฟนให้ได้เลยคอยดูสิ"

"อ้าวเหรอ ฉันก็คิดว่านายชอบหล่อๆ เท่ห์ๆ ปากร้ายๆซะอีก"

แฮรี่อยากจะเสกเวทมนต์ให้ไอ้หล่อมันหยุดยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆเค้าสักที

ก็รู้ๆอยู่ว่าเค้าจะสติหลุดเอาเวลามองหน้ามัน ก็ชอบที่จะยื่นเข้ามาอยู่นั่น

กลัวแฟนไม่ตายก่อนวัยอันควรเพราะหัวใจหยุดเต้นเหรอไงห่ะ!!

 

 

"ฉันว่าก่อนที่นายจะได้จับฉันขึ้นเตียง เราควรจะแต่งตัวลงไปข้างล่างกันก่อนไม๊ ฉันยังไม่อยากเสียเครดิตกับผู้ใหญ่หรอกนะ"

แฮรี่อดจะกัดคนที่กกๆกอดๆจูบๆอยู่แถวซอกคอไม่เลิกไม่ได้

 

เดรกโกเงยหน้าดุนลิ้นกับกระพุ้งแก้มเหมือนคนกำลังคิดสักนิด ก่อนจะก้มลมประกบจูบลงที่ใต้คางคนตัวบางอีกรอบ

และเมื่อร่างบางถูกปล่อยออกจากอ้อมแขน รอยแดงก่ำไม่เล็กนักก็ปรากฏตัวชัดเจนอยู่ที่ซอกคอขาวเนียน

 

"ไอ้พวกญาติๆขี้อิจฉาทั้งหลายมันจะได้ไม่มายุ่งกับของๆฉัน"

 

และนั่นคือเหตุผลที่แฟนหนุ่มตัวดีให้ไว้เป็นเหตุผลก่อนจะลากแฮรี่ไปหาเสื้อคลุมอีกตัวใส่ก่อนจะลงไปร่วมงานฉลองปาร์ตี้เล็กๆแบบที่ไอ้คุณชายมันพูดไว้!

 

ขอให้มันเล็กอย่างที่พูดเหอะไอ้คนหล่อ ไม่งั้นเค้าจะสัญญาว่าจะเอารอยเท้าไปประทับบนปากแดงๆนั่นให้ได้ โทษฐานทำให้แฮรี่ พอตเตอร์ต้องขายหน้าต่อฐารกำนันท์!!!

 

 

End of First Track: WAY BACK IN TO LOVE.

Song translate  credit:www.englishub.com

talk: มาต่ออย่างรวดเร็ว ตอนนี้อาจะไม่ค่อยมีคำบรรยายภาพนะค่ะ แต่อยากจะทำให้เหมือนคนสองคนคุยกันมากกว่า

ยังไงก็เม้นให้กำลังใจกันหน่อยน้าค่ะ ^^


Credit : Hugh Grant - Way Back Into Love lyrics

55พยายามจะโพสเพลง แต่ทำไม่ได้ ตัดใจแล้วค่ะ

ใครรู้วิธีก็ช่วยบอกกันด้วยนะค่ะ ขอบคุณค้า^O^

edit @ 10 May 2009 23:34:24 by KILLAU

[Fic DM/HP] Last Fly - Parallel love song Intro

posted on 08 May 2009 16:48 by redwest
 

~LAST FLY~ Parallel love song

 

Intro

 

 

ภายในห้องนั่งเล่นแบบคลาสิคโบราณขนาดใหญ่ เครื่องเรือนเกือบทุกอย่างถูกทำเป็นสีแดงทองให้เข้ากันเป็นเซ็ตอย่างเช่นโซฟาสีแดงเลือดหมูตัวนุ่มที่แฮรี่นั่งอยู่นี่ก็ถูกทำด้วยผ้าสีแดงเหลื่อมทอง ตรงขอบถูกทาสีทองตัด พวกตู้ชั้นวางของ และโคมไฟระย้าตัวโตก็ถูกตกแต่งด้วยไม้และทองเหลือง มันช่างชวนให้กระหวัดถึงคฤหาสถ์แบล็กไม่น้อย ร่างบางอดนึกค่อนกับตัวเองไม่ได้ว่า

 

นี่พวกบ้านผู้ดีอังกฤษทุกหลังมันมีคนออกแบบอยู่คนเดียวหรือไงกันนะ ทำไมจะต้องจัดตกแต่งแบบนี้เหมือนกันหมด

 

นี่ถ้าแฮรี่ได้ไปเยือนคฤหาสใหญ่มัลฟอยที่ใจกลางเมืองอังกฤษอีกหลังแล้วจัดแบบนี้อีกนะ เค้าจะปลงใจเชื่อว่าจริงๆแล้วคนตกแต่งมันมีอยู่คนเดียวจริงๆด้วย!

 

แฮรี่ถูกทิ้งให้นั่งอยู่คนเดียวเนื่องด้วยเจ้าของบ้านรูปหล่อนั้นขอตัวไปทักทายบิดามารดาตัวเองก่อน ดวงตาสีเขียวสดใสกรอกไปมาอย่างของช่างสังเกต

 

ห้องนี้คงเป็นห้องรับแขกที่ถูกจัดแยกออกมาจากห้องรับประทานอาหารของบ้านที่ดูจะถูกจัดให้อยู่ลึกเข้าไปห้องนึงกระมัง เพราะจากตรงที่ตนนั่งอยู่ยังมีกลิ่นอาหารมื้อเย็นลอยมาพอให้อาคันตุกะของบ้านน้ำลายสอ

 

ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อแฮรี่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่ทาบลงมาบนแก้มนุ่มยุ้ยของตัวเอง

"เฮ้ย"

เสียงอุทานเบาๆหลุดออกมาจากริมฝีปากแดงฉ่ำ ทำให้หนุ่มผมทองอดอมยิ้มไม่ได้

"ขอโทษทีที่หายไปนานนะ พอดีไปหาผ้าพวกนี้ด้วยน่ะ"

มือใหญ่บรรจงใช้ผ้าชุบน้ำเย็นลูบไปมาผ่านใบหน้าเนียนนุ่มของคนตัวเล็ก แฮรี่หลุบตามองใบหน้าเข้มคมที่อยู่ใกล้เพียงแค่ลมหายใจ เดรกโกบรรจงนำผ้าชุบน้ำเย็นบิดหมาดไล่เช็ดตั้งแต่หน้าผากมนไล่ไต่มายังยวงแก้มซ้ายขวา

 

"จริงๆไม่เห็นต้องเช็ดก็ได้..."เสียงอ่อยๆเอ่ยขึ้นมาเบาๆเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคน

จริงๆแล้วแฮรี่แทบจะสังเกตไม่ออกด้วยซ้ำว่าตัวเองนั้นเปื้อนฝุ่น แต่เจ้าคนข้างตัวนี่สิ ไปเอาเวลาไหนมานั่งสังเกตเค้ากันนะ เท่าที่จำได้ตอนเดินมาในห้องนี้เจ้าหมอนี่ก็แค่ปล่อยเค้าไว้แล้วขอตัวออกไปแทบจะในทันทีซะด้วยซ้ำ

 

"มีฝุ่นติดอยู่แบบนี้เกิดนายเป็นภูมิแพ้ขึ้นมาทำยังไง แถมหน้าใสๆนี่ก็อีก ฉันกลัวผดมันจะขึ้นเอาน่ะสิ ..ดูสิ แค่เช็ดแค่นี้มันยังแดงซะขนาดนี้เลย.."

ประโยคหลังเดรกโกเหมือนเอ่ยบ่นกับตัวเองเบาๆซะมากกว่า ดวงตาคมจดจ้องกับผิวขาวใสตรงหน้าโดยไม่ทันสังเกตว่าเจ้าคนที่ถูกขังอยู่ในอ้อมแขนมันกำลังจะสำลักความหวานเลี่ยนตายอยู่แล้ว

 

แฮรี่ไม่อยากจะตะโกนใส่สองรูหูของไอ้หนุ่มผมทองนี่ว่า

ผดขึ้นมันไม่ได้ทำให้ผิวเค้าเจ็บหรือเป็นแผลเลย อย่างมากก็แค่คัน แต่ไอ้การโดนจับกดจนเลือดออกเนี่ยมันไม่เจ็บเลยสักนิดเลยล่ะมั้ง!!

 

 

เดรกโกที่พึ่งนำผ้าผืนเล็กนุ่มมือลงไปซักในอ่างแล้วบิดหมาดขึ้นมาลงมือเช็ดช่วงลำคอต่ออีกนิด ก่อนจะวางผ้าลงในอ่างทองเหลืองที่อยู่บนโตะ

 

"ทนเจอพ่อแม่ฉันอีกนิดนะ แล้วเดี๋ยวค่อยไปอาบน้ำใหม่"

 

นอกจากความตกใจที่หมอนี่พูดเรื่องอาบน้ำอีกรอบกับคนที่พึ่งอาบมาเมื่อชม.ก่อนได้หน้าตาเฉย แต่ความตกใจที่ประโยคหน้าที่มีมากกว่ามันทำให้แฮรี่เลือกที่จะถามออกไป

 

"ห่ะ....ตอนนี้เลยเหรอ.."

 

"อ๋อ ฉันลืมบอกสินะ เมื่อกี้ตอนฉันขึ้นไปสวัสดีแม่ เค้าบอกว่าเดี๋ยวเค้าจะไปตามพ่อแล้วลงมาพร้อมกันทั้งคู่น่ะ นับจากเวลา........"เดรกโกสะบัดแขนเสื้อเชิ้ตดูเวลา

 

".....ป่านนี้ก็น่าจะลงมาได้แล้วล่ะมั้ง....."

 

ดวงตากลมโตฉายแววตระหนก คนตัวเล็กนั่งหลังเหยียดตรง แฮรี่พยายามเช็กสภาพร่างกายอีกรอบ คอเสื้อตั้งตรงหรือยังนะ หูกระต่ายเบี้ยวหรือเปล่าว่ะ อ๊า...แล้วฝุ่นเมื่อกี้อีก...ตายห่า เกิดพ่อแม่เค้าแพ้ฝุ่นขึ้นมา...

 

และก่อนที่แฮรี่จะตื่นตูมไปมากกว่านี้ มัลฟอยที่สังเกตสีหน้าพ่อมดชื่อดังอยู่ก็อดไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมาจนได้

 

"นี่แฮรี่ ที่นี่บ้านฉันไม่ใช่ฮอกวอต แล้วก็คนที่จะลงมาน่ะ พ่อแม่ฉันนะไม่ใช่ศาสตราจารย์มักกอนากัลสักหน่อยที่จะมาคอยตัดคะแนนพวกที่แต่งกายไม่เรียบร้อยน่ะ"

 

แต่ก็อดจะค้อนขวับเข้าให้ไม่ได้

 

คนกำลังเครียดอยู่ดันมาว่ากันซะงั้น

 

แต่ไอ้รอยยิ้มที่อบอุ่นที่ถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบาๆนั่น แฮรี่อดจะยอมรับไม่ได้ว่ามันทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ดีขึ้น

 

แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม เมื่อเสียงรองเท้าของคนสองคนดังใกล้เข้ามา ต่อมเหงื่อของแฮรี่ก็ดูจะทำงานผิดปกติขึ้นมาทันที ใบหน้าขาวใสซีดลงทันทีเมื่อมือของคนที่อยู่ข้างๆค่อยๆจับโอบให้ตนยืนขึ้น ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบกับผู้ใหญ่สองคนที่กำลังเดินย่างกรายเข้ามาในห้องรับแขกนี้

 

 

 

 

 

 

ชายร่างสูงในชุดเสื้อเชิ๊ตขาวสวมทับด้วยสเว็ตเตอร์สีหม่นแขนกุดและกางเกงขายาวสีครีม แฮรี่เคยเห็นหน้าคนๆนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งแฮรี่ก็ไม่เคยจำได้ว่าตัวเค้าเองเคยมีความทรงจำดีๆกับคนๆนี้หลงเหลืออยู่ จะมีก็คงเป็นเรื่องเดียว.....สายสืบเสี่ยงตายให้กับทางกระทรวง.....

 

ส่วนผู้หญิงคนข้างๆในชุดเดรสผ้านิ่มตัวยาวสีน้ำเงินเข้มคาดด้วยเกลียวเชือกสีทองที่สะโพก ดวงหน้าที่ถ้าหากพูดกันตรงๆแล้ว ในความคิดของแฮรี่หญิงสาวตรงหน้านั้นถือว่ายังสวยและสาวอยู่มากในกลุ่มคนวัยเดียวกัน ดวงหน้าขาวตึงเรียบนั้นถูกล้อมกรอบด้วยผมสีทองที่ปล่อยปลายลงมา ส่วนที่เหลือถูกรวบเกล้าขึ้นไปเป็นมวยสูง

ริมฝีปากอวบอิ่มปลายจมูกสูงเชิด....เดรกโกได้มาจากแม่นี่เองสินะ

แฮรี่เผลอกวาดตามองสังเกตจนไปสบกับดวงตาคู่เทาอ่อนนั่นเข้า

ด้วยความตกใจเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าตัวเองเสียมารยาทเลยทำให้แฮรี่เผลอพูดด้วยเสียงที่ดังกกว่าปกติ

 

"สวัสดีครับ แฮรี่ พอตเตอร์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ!"

 

แฮรี่เอ่ยทักทายพร้อมกับก้มตัวยืดมือออกไปข้างหน้าทันที

 

โอย..ให้ตายเหอะ.......เค้ารับรองว่างไอ้คนข้างตัวเค้ามันต้องแอบกัดเค้าอยู่ในใจแน่ๆว่านี่ไม่ใช่ชั้นเรียนและเค้าก็ไม่ใช่นักเรียนเข้าใหม่ที่ต้องมายืนตะโกนบอกชื่อตัวเองเสียงดังๆเพื่อให้เพื่อนทุกคนในห้องได้ยิน

 

แฮรี่ที่ก้มหน้าอยู่อดค่อนกับตัวเองไม่ได้

 

แต่แล้ว เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นที่โซฟาฝั่งตรงข้าม

 

"นั่งลงสิ"

 

 

"เอ๋..."

เมื่อแฮรี่เงยหน้าขึ้นมามองก็เห็นว่าตอนนี้นายลูเซียสและภรรยาได้นั่งลงที่โซฟาใหญ่ตัวกลางเรียบร้อยแล้ว

 

แฮรี่เหลือบมองมือตัวเองที่ยื่นออกไปเพียงนิด ก่อนจะค้อมตัวนั่งลง

 

.....จะมาปอดอะไรเอาป่านนี้เล่าแฮรี่....นายคงไม่คาดหวังให้พ่อแม่บ้านไหนเค้าจะต้อนรับคนที่ทำให้ลูกชายของตัวเองเป็นเกย์ในทันทีที่เห็นหน้าหรอกจริงไม๊เล่า

 

เดรกโกที่ยืนอยู่ข้างๆเหลือบตามองบิดามารดาของตัวเองก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเจ้าตัวเล็ก

 

"อย่างที่เค้าได้บอกไป นี่แฮรี่ พอตเตอร์ครับ คุณพ่อคุณแม่คงรู้จักเค้าอยู่แล้ว"

 

เดรกโกเงยหน้าขึ้นมองบิดามารดาที่มองมา

 

"ขอต้อนรับเข้าสู่คฤหาสเล็กของตระกูลมัลฟอยนะพอตเตอร์"

 

เสียงของนายลูเซียสที่เอ่ยขึ้นทำให้แฮรี่ต้องเงยหน้าขึ้นมอง เหงื่อหลายเม็ดผุดขึ้นตามไรผม ใบหน้าขาวยิ่งขาวขึ้นไปอีกเมื่อสบกับดวงตานิ่งเรียบปราศจากอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น

 

"ที่แม่เค้าบอกว่าเราพาคนสำคัญมางานเลี้ยงปีนี้ด้วยน่ะ คือเพื่อนคนนี้เหรอ"

 

หลังจากสบตากับเจ้าเด็กตัวบางแล้ว นายมัลฟอยก็หันไปเอาเรื่องกับเจ้าลูกชายตัวดีต่อ อยู่ดีดีก็บอกว่าจะพาคนสำคัญมาเปิดตัว เค้าก็คิดว่าไอ้เจ้าลูกตัวดีมันจะได้เป็นฝั่งเป็นฝาเสียที ที่ไหนได้ ดันพาไอดอลคนดังมาบ้านแทน

 

"ไม่ใช่เพื่อนครับพ่อ...เค้า...เป็นคนรักของผม"

เสียงและแววตาที่มองตรงมาอย่างจริงจังทำให้บิดาถึงกับส่ายหน้าหนีในทันที

 

บรรยากาศมาคุเข้าปกคลุมพื้นที่ห้องรับแขก ตอนนี้แฮรี่ได้ยินเพียงแต่เสียงนาฬิกาไขลานตัวโตที่กำลังเดินอยู่แล้วก็เสียงหัวใจของตัวเองเท่านั้น

 

แฮรี่รู้สึกว่าน้ำลายมันฝืดคอขึ้นมาทันทีที่นายลูเซียสลุกออกจากโตะรับแขกไปโดยไม่ได้พูดอะไรสักอย่าง ดวงหน้าสวยก้มหน้าเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาในทันที

 

และนั่นทำให้เดรกโกต้องรีบจับมือคนรักขึ้นมากุมทันที ใจจริงแล้วเดรกโกอยากจะรั้งทั้งร่างของคนตัวเล็กเข้ามากอดปลอบว่าไม่เป็นไร แต่ติดอยู่ที่มารดาเค้ายังคงนั่งอยู่อีกฝั่งตรงข้ามแถมกำลังมองจ้องมาซะด้วยสิ

แต่เดรกโกไม่สนซะอย่าง อยากมองก็มองไป ก็แฟนเค้ากลัวนี่นาจะให้เค้าทำยังไง

 

นางมัลฟอยมองปฏิกริยาของเด็กสองคนด้วยความสงบ

 

เจ้าพ่อหนูแฮรี่คงจะขวัญเสียไม่น้อย แต่ดูพ่อลูกชายตัวดีนี่สิ แม้พ่อจะเดินหนีไปแถมแม่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร มันกลับหยิบมือแฟนขึ้นมากุมโชว์ซะงั้น ดูจากดวงตาคู่เทาเข้มที่มองมานี่คงจะโกรธสามีหล่อนไม่น้อยที่ไปทำร้ายจิตใจลูกสะใภ้เอาซะได้ ดูท่าว่าหากไม่รับลูกสะใภ้คนงามคนนี้เข้าบ้านมันคงจะได้หอบผ้าหอบผ่อนออกจากบ้านนี้เป็นการถาวรเป็นแน่ แค่ตอนนี้ปีปีนึงยังจะไม่ค่อยมาให้เห็นหน้าเลย  นับจริงๆเจ้าลูกคนนี้มันกลับบ้านมาไม่ถึงยี่สิบครั้งล่ะมั้งถ้าไม่นับตอนรวมญาติกับตอนวันเกิดของตนและสามี

 

เสียงถอนหายใจเบาๆจากสตรีร่างบางสูงโปร่งที่นั่งกอดอกทำหน้านิ่งอยู่บนโซฟาสีแดงเข้มตัวโตฝั่งตรงข้ามเรียกความสนใจให้ร่างบางเงยหน้ามองอีกฝ่ายในทันที เพราะดูเหมือนนั่นจะเป็นการแสดงอารมณ์ครั้งแรกของผู้ที่ตั้งแต่เดินมายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ

 

"เดรกโก พาแขกขึ้นไปดูห้องพักสิ แล้วอีกไม่นานลูกก็ควรจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับปาร์ตี้คืนนี้ด้วยนะ"

 

มือทั้งสองวางซ้อนประสานหน้าตัก แผ่นหลังบางเหยียดตรง สง่าสมกับการเป็นเลือดบริสุทธิ์ ดวงหน้าสวยมองตรงจ้องมาที่เด็กทั้งสอง เมื่อกล่าวเสร็จแล้วจึงลุกตามสามีขึ้นไปข้างบนอีกคน

 

 

"เดี๋ยวก่อนครับแม่....."

ช่วงขาเพรียวสวยที่กำลังก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปชั้นสองของบ้านชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียก เดรกโกก้าวจ้ำเข้ามายืนตรงหน้ามารดาตน ค้อมตัวลง ก่อนจะเงยหน้าบอกกับมารดาของตนด้วยความมุ่งมั่น

 

"ผมขอโทษครับที่ทำให้ผิดหวัง ผมขอบคุณคุณพ่อคุณแม่นะครับที่ทำให้ผมมีวันนี้มีชีวิตที่สุขสบายแบบนี้ แต่ผมก็อยากให้รู้เหมือนกันว่า แม้จะมีวันนี้ที่ดีแต่ผมคงไม่สามารถมีวันข้างหน้าที่ดีได้หากขาดแฮรี่ไป...เข้าใจผมด้วยนะครับ ขอโทษจริงๆครับ"

 

เดรกโกก้มหัวให้กับมารดาตนอีกรอบ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปหาคนที่ตนทิ้งให้รออยู่ที่ห้องรับแขก

 

ก้าวทุกก้าวของนางมัลฟอยขยับพร้อมกับคำพูดของลูกชายเพียงคนเดียวของบ้านที่ดังกรออยู่ในหัว ขณะที่กำลังจะเลี้ยวออกไปทางปีกตะวันออกชั้นสองของบ้านร่างสูงสวยสมวัยเป็นต้องสะดุ้งเมื่อเห็นสามีของตนยืนกอดอกพิงกำแพง ดวงหน้าตึงนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าหล่อนเข้าใจไม่ผิดสามีของเธอคงอยู่ตรงนี้มาสักพักและมันคงจะนานพอที่จะได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่อย่างแน่นอน

 

"คุณค่ะ............"

 

"ไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงานเลี้ยงคืนนี้เถอะ"

 

น้ำเสียงเรียบนิ่งกล่าวพร้อมกับหันหน้าหนีเดินกลับไปที่ห้องพักของตน โดยมีสายตาของผู้เป็นภรรยามองตามมาอย่างเป็นกังวล

 

 

 

อุณหภูมิอบอุ่นรอบกายจากเตาผิงตัวใหญ่ไม่ได้ทำให้มือของแฮรี่หายเย็นได้เลย เหตุการณ์เมื่อครู่มันกดดันเค้าไม่น้อย เฮ้อ...ให้ไปสู้กับตัวอะไรสักอย่างยังจะดีกว่า แฮรี่อดถอนใจกับตัวเองไม่ได้ แล้วเมื่อกี้ไอ้คนตัวสูงที่นั่งกุมมือกันมาตลอดก็ดันขอตัวไปคุยกับแม่อีกต่างหาก นี่เค้าจะเป็นตัวทำให้ครอบครัวชาวบ้านต้องทะเลาะกันหรือเปล่านะ เฮ้อ....เค้าเองก็ไม่ใช่ผู้หญิงสักหน่อย จริงๆถ้ามีปัญหานักก็ต่างคนต่างอยู่ มาเจอกันบ้างเป็นบางเวลาก็น่าจะได้ แต่เสียงของคนรักก็ดังลอยเข้ามาในหัวอีกครั้งในทันที

 

 

...แฮรี่...ที่ฉันต้องการคือคู่ชีวิต...ไม่ใช่แฟน

 

 

ประโยคสั้นๆนั้น แฮรี่จำมันได้อย่างแม่นยำ เพราะตอนนั้นเค้าแค่กะบ่นไปเล่นๆแต่เดรกโกกลับโต้ความคิดเค้ากลับมาด้วยความจริงจัง และนั่น....ถ้ามันก็ทำให้คนอย่างเค้าใจเต้นได้มันก็ไม่น่าแปลกไม่ใช่เหรอไง หรือว่าพวกคุณไม่?

 

 

แฮรี่น่ะคิดจะตัดใจตั้งหลายต่อหลายที เพราะตัวเค้าเองก็รู้อยู่แล้วว่าความรักของผู้ชายด้วยกันมันไม่ใช่เรื่องง่าย แถมพวกเค้าทั้งคู่ก็ไม่ได้มาจากพื้นฐานของครอบครัวที่ธรรมดาขนาดที่ว่าจะไม่เป็นที่สนใจของคนรอบข้าง แต่ไอ้เจ้าเดรกโกสุดหล่อของท่านผู้อ่านมันก็ขยันทำให้ผมใจเต้นหน้าแดงได้ซะเรื่อยไป แล้วอยู่ใกล้ๆใครจะไปอดใจไหว ทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ทั้งๆที่เป็นผู้ชายด้วยกัน บางทีมันทำให้เค้าอึดอัดก็จริง แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งนั่นมันก็คือการแสดงความรักจากคนที่เรารักไม่ใช่เหรอ แล้วการได้รับความรักจากคนที่เรารักมันไม่ดีตรงไหน และคนที่เคยได้รับความรู้สึกของการลาจากมาแล้วครั้งหนึ่งอย่างผม ไม่มีทางที่จะโง่อีกเป็นครั้งที่สอง

 

 

ความเจ็บปวด และความเหงานั่น

 

 

 

 

 

 

......ครั้งเดียวก็เกินพอ...

 

 

 

และนั่นทำให้แฮรี่ฮึดที่จะสู้ขึ้นมาอีกครั้ง คืนนี้ไม่ว่าใครจะว่ายังไงเค้าก็จะไม่สนใจ!

เป็นไงเป็นกัน  สู้โว้ย!!!!!!!!

 

 

TBC. >.<

 

Talk: ไม่ได้มาต่อนานสักพักอยู่ ไม่รู้ยังไม่คนรออ่านกันอยู่หรือเปล่านะค่ะ

ฮี่ๆ ภาคใหม่ มาแบบใหม่..ด้วยความสิ้นคิด(เล็กๆ)บวกกับครีเอทีฟ(เล็กๆอีกนั่นแหละ)

เลยออกมาเป็นภาพ เพลงรักคู่ขนาน (ฮ่าๆ ภาษาไทยฮาได้อีก)

ยังไงก็ฝากไว้ในอ้อมใจทุกคนด้วยนะค่ะ ^^

แล้วคนแต่งจะพยายามมาอัพต่อเร็วๆนะค่ะทุกคน

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 8 May 2009 23:02:45 by KILLAU